คำว่า “คาร์บอน” ในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงเพียงกิจกรรมปลูกป่าหรือการลดก๊าซเรือนกระจกทั่วไป แต่คือกลไกทางการเงินที่แท้จริงซึ่งเข้ามาสนับสนุนโครงการที่มีความจำเป็นสูง โดยเฉพาะโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองหากขาดการสนับสนุนทางการเงิน หรือที่เรียกตามหลักการสากลว่า "Additionality"
ทั้งนี้ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ให้มุมมองถึงภาพรวมตลาดคาร์บอนในประเทศไทยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขโครงการที่เพิ่มขึ้นและความหลากหลายของกิจกรรมสะท้อนว่า ตลาดไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากระยะเริ่มต้นที่เน้นภาคสมัครใจเพื่อสร้างการเรียนรู้ ไปสู่บทบาทของกลไกภาคบังคับเพื่อรับมือกติกาการค้าโลกอย่างแท้จริง
ในอดีต โครงการพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์อาจเคยต้องการแรงจูงใจจากคาร์บอนเครดิต แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนมีความคุ้มทุนในตัวเองแล้ว จุดเน้นของตลาดคาร์บอนเครดิตจึงถูกย้ายไปสู่โครงการที่รับมือได้ยากกว่า เช่น โครงการที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล โครงการภาคป่าไม้ที่เน้นความถาวรในการกักเก็บคาร์บอน (Permanence) และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งการยกระดับความยากและคุณภาพตามมาตรฐานสากลนี้เอง คือปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
แรงผลักดันสำคัญที่เร่งให้ตลาดคาร์บอนไทย ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ในระดับสากล มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM) กำลังเปลี่ยนจากขั้นรายงานข้อมูลไปสู่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจริง ขณะเดียวกัน ในระดับประเทศ ร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างเข้มข้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะสามารถประกาศบังคับใช้ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่ระบบบังคับ โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบังคับให้นิติบุคคลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูง (เกิน 60 ล้านเมกะจูล หรือมียอดค่าไฟฟ้าประมาณ 70-100 ล้านบาทขึ้นไป) ต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนระบบจำกัดสิทธิ์และซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าคาร์บอนสูง หรือ Thai CBAM
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมิได้กระทบเพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ แต่ยังขยายวงกว้างไปยังภาคธุรกิจ SME ซึ่งแม้จะมีความคล่องตัวสูงกว่า แต่ก็จำเป็นต้องได้รับกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ โดย อบก. ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอด (สสว.) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทวนสอบ (Verification) พร้อมพัฒนาระบบรายงานก๊าซเรือนกระจกที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากการจัดกิจกรรม Carbon Neutral Event ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของงานระดับประเทศและงานประชุมระดับโลกอย่าง IMF/World Bank ซึ่งสะท้อนว่าการบริหารจัดการคาร์บอนได้หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจไปแล้ว
ในมิติความพร้อม ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการก้าวสู่ "ศูนย์กลางตลาดคาร์บอนแห่งภูมิภาค" ด้วยมาตรฐาน Premium T-VER ที่ได้รับการรับรองจาก CORSIA ในระดับสากล ควบคู่กับการเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่มีผลงานเชิงประจักษ์ในการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตข้ามพรมแดนภายใต้ข้อตกลงปารีส มาตรา 6 (Article 6) กับสวิตเซอร์แลนด์ และโครงการ JCM ร่วมกับญี่ปุ่น พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในระบบทะเบียน (Registry) เพื่อสร้างความโปร่งใสและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี ตลาดคาร์บอนไทยยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2557 โครงการ Standard T-VER มีการซื้อขายรวมกว่า 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) คิดเป็นมูลค่ารวมราว 433 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2569 ปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ราว 5.13 ล้าน tCO2eq ด้วยราคาเฉลี่ย 84.43 บาทต่อตัน แต่ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่ "ภาวะอุปทานส่วนเกิน" (Supply Surplus) เนื่องจากปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระบบ (ประมาณ 26 MtCO2eq จาก 218 โครงการ) มีสัดส่วนการซื้อขายจริงเฉลี่ยเพียง 20% เท่านั้น โดยผู้พัฒนาโครงการกว่า 47% ระบุว่าอุปสรรคสำคัญคือการขาดผู้ซื้อหรือประเภทเครดิตไม่ตรงความต้องการ ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อเจอกับข้อจำกัดด้านงบประมาณและคุณภาพเครดิตที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานที่ต้องการ
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว ระบบนิเวศตลาดคาร์บอนไทยกำลังเร่งเชื่อมโยงกับภาคการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนดิจิทัลใน Digital Asset Exchange และการทดสอบกลไกการเงินสีเขียวใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย แม้ไทยจะยังขาดโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนที่สำคัญบางประการอย่างสถาบันจัดอันดับ (Rating Agencies) และการประกันภัยคาร์บอนเครดิต แต่ในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า ธุรกิจผู้พัฒนาโครงการและที่ปรึกษาด้านการลดก๊าซเรือนกระจกจะมีศักยภาพเติบโตสูงสุด ทำให้ทุกองค์กรจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะการทำบัญชีคาร์บอนและการวิเคราะห์ตลาดล่วงหน้า
ท้ายที่สุด การบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางตลาดคาร์บอนแห่งอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์ ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้โจทย์ใหญ่เรื่องการขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและระบบทะเบียน (Interoperability) ระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยต้องขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การผลักดันให้มาตรฐาน Premium T-VER เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาค การพัฒนาระบบทะเบียนที่รองรับการถ่ายโอนข้ามพรมแดน และการสร้างความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อแปลงสินทรัพย์เชิงนโยบายให้กลายเป็นโครงสร้างตลาดที่ทำงานได้จริง
ทั้งนี้ การสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้แข็งแกร่งผ่านกฎหมายบังคับและมาตรการสนับสนุน เช่น การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) สิทธิประโยชน์ทางภาษี และ Green Finance จะเป็นกุญแจสำคัญ เพราะการเริ่มลงมือทำในวันนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต แต่ยังช่วยลดงบประมาณมหาศาลที่รัฐต้องใช้ในการปรับตัวจากภัยพิบัติ พร้อมทั้งเปิดรับโอกาสใหม่ในกลุ่มอาชีพ "Green Job" ที่กำลังเติบโตเคียงคู่ไปกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย








