วันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เผยว่า ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วเงิน 2.24 แสนล้านบาท ซึ่งการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) ผู้รับสัมปทานโครงการ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟฯ ครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเอกชนได้แจ้งขอเจรจาเพิ่มเติม โดยถ้ารัฐไม่แก้สัญญาให้จะเดินหน้าต่อไม่ไหว คงต้องมีการเจรจากันต่อไป ถ้าเอกชนเดินหน้าต่อไม่ไหวจะมีแนวทางอย่างไร และจะมีการยกเลิกสัญญาในรูปแบบไหน การรถไฟฯกับ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาช่วยกันดู
“ตอนนี้มี 2 แนวทางที่ต้องเสนอไป สกพอ. และบอร์ดอีอีซีพิจารณา คือ 1.หากบอร์ดอีอีซีเห็นชอบให้แก้สัญญาได้ตามมติบอร์ดอีอีซีเดิม จะส่งร่างสัญญาฉบับใหม่ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดแล้ว เสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีพิจาณาต่อไป และ 2.ถ้ากรณีบอร์ดอีอีซีไม่เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาก็จะนำไปสู่การสิ้นสุดสัญญา หลังจากนั้นมาเจรจาในรายละเอียดกับเอกชนเพื่อสิ้นสุดสัญญาต่อไป”
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เอกชนจะถอดใจหรือไม่ นายอนันต์กล่าวว่า ก็มีความเป็นไปได้ เนื่องจากเอกชนรับรู้แนวทางการสิ้นสุดแล้ว กรณีที่ไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาว่าจะมีการสิ้นสุดสัญญากันอย่างไร
“ประเด็นสำคัญตอนนี้คือ สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่น มองว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่า ซึ่งปัจจัยที่ยากที่สุดในการลงทุนโครงการรูปแบบ PPP คือ การหาแหล่งเงินทุน ซึ่งสถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่โควิดและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ปริมาณผู้โดยสารที่ลดลง จากการเดินทางน้อยลง ทำให้ความคุ้มค่าของเอกชนที่ถูกประเมินจากสถาบันการเงิน บอกว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่าที่จะเดินหน้าต่อ ซึ่งตรงนี้ต้องไปดูว่ามีแนวทางใดบ้างที่จะทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่น เนื่องจากสถาบันการเงินมีเหตุผลที่จะทบทวนความคุ้มค่าของโครงการ”
อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมประมวลรายละเอียดทั้ง 2 แนวทาง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารสัญญาและคณะกรรมการกำกับโครงการ คาดว่าจะมีการหารือภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเพื่อสรุปก่อนเสนอบอร์ดอีอีซี และหากยกเลิกสัญญาจะมีการเปิดประมูลใหม่หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายอีอีซีว่าจะยังคงให้มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินต่อหรือไม่
สำหรับแผนสำรองกรณีที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในส่วนการรถไฟฯ ต้องมาดูโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟสายตะวันออกที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีการเดินรถโดยสาร 2 ขบวนต่อวัน และดูว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะสามารถที่ช่วยและสนับสนุนการให้บริการระบบรางในช่วงของพื้นที่อีอีซีได้บ้าง
นายอนันต์ กล่าวว่าส่วนของพื้นที่ทับซ้อน 3 จุดในแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้มีการหารือกับเอกชนแล้วว่า หากมีความจำเป็นการรถไฟฯ จะดึงงานมาก่อสร้างเอง ซึ่งเอกชนไม่ขัดข้อง ได้แก่ รถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง โดยจะเสนอ ครม.ขอปรับกรอบวงเงินเพิ่ม และเร่งเปิดประมูลไม่ให้กระทบต่อไทม์ไลนก์การก่อสร้าง ส่วนจุดที่สอง คือสายสีแดง Missing Link จุดนี้ยังไม่กระทบมาก เนื่องสามารถแยกขอบเขตของงานออกจากกันได้ และจุดที่ 3 อุโมงค์ลอดใต้รันเวย์เข้าสู่อาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา
“สำหรับแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่ครบกำหนด MOU สิ้นสุด 30 กันยายน 2569 ที่ให้กลุ่ม ซี.พี. บริหารเดินรถให้ในปัจจุบัน ตรงนี้ต้องรอข้อสรุปสัญญาใหญ่ให้จบก่อน แต่อย่างไรก็ตามจะหาวิธีการให้กระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด ยังมีเวลาอีก 2-3 เดือนกว่าจะครบกำหนด MOU” นายอนันต์กล่าว
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานบอร์ดการรถไฟฯ กล่าวว่า กรณีที่สัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่จะสิ้นสุดลงนั้น ต้องดูเงื่อนไขในสัญญาว่ามีการระบุเหตุในการสิ้นสุดสัญญาไว้อย่างไร ซึ่งการรถไฟฯต้องไปศึกษารายละเอียดและดูว่าเข้าเงื่อนไขข้อใด 1.เมื่อสัญญาครบกำหนด 50 ปี 2.ไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงานได้ (NTP) 3.จากความบกพร่องของรัฐและของเอกชนที่เป็นเหตุสุดวิสัย








