เสือตัวที่ 6
สุดยอดแห่งกลยุทธ์ในการทำสงครามสู้รบคือกลยุทธ์อันนำมาซึ่งชัยชนะต่อฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องลงมือสู้รบด้วยอาวุธให้สิ้นเปลืองทรัพยากรสงครามตามหลักยุทธศิลปะของซุนวู อันลือลั่นของปราชญ์ชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ที่นักการทหารทั่วโลกต่างยอมรับและนำมาใช้ในกลศึกสงครามตราบจนปัจจุบัน การใช้กลยุทธ์อันนำมาซึ่งชัยชนะต่อคู่ต่อสู้ในสงครามโดยไม่ต้องใช้กำลังอาวุธเข้าสู้รบห้ำหั่นกันนั้น เป็นศิลปะที่เน้นการใช้สติปัญญาอันหลักแหลมช่วงชิงจังหวะก้าวในการทำสงคราม ใช้ชั้นเชิงทางการทูตที่เหนือชั้นทันเวลา การทำลายความเชื่อมั่นในชัยชนะของฝ่ายตรงข้าม บั่นทอนขวัญและกำลังใจในการสู้รบ ลดทอนความตั้งใจในการดำเนินการตามแผนการรบของฝ่ายตรงข้าม บั่นทอนความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวผู้นำของฝ่ายตรงข้ามในทุกระดับ สร้างความสับสนแตกแยกในหมู่กองทัพและคนในสังคมของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะกระทำหลากหลายรูปแบบทั้งก่อน ระหว่างการรบกันด้วยกำลังอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรักษากำลังรบ ทรัพยากรของตนไว้และหลีกเลี่ยงความสูญเสียมากเกินความจำเป็น โดยเปลี่ยนจากการสู้รบด้วยกำลังอย่างเต็มรูปแบบ มาเป็นการชนะด้วยกลยุทธ์ การเจรจาสันติภาพ การต่อสู้ทางความคิด และการสร้างพันธมิตรร่วมรบ ซึ่งกลยุทธ์การทำสงครามอันนำมาซึ่งชัยชนะโดยไม่ต้องรบนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างได้ผลมาแล้วในสงครามมาอย่างยาวนานในหลายสมรภูมิ รวมทั้งสมรภูมิการสู้รบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน
และในสมรภูมิการสู้รบในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ก็กำลังถูกขับเคลื่อนการต่อสู้เพื่อแยกตนเองออกมาเป็นอิสระในการดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่โดยสร้างวาทกรรมแห่งความเป็นรัฐเอกราชปาตานีที่กำลังเข้มแข็งและเป็นจริง หากแต่การประกาศรับรองความเป็นรัฐเอกราชปาตานีอาจจะยังไม่ถึงเวลา ด้วยย่างก้าวของการเดินหน้าสู่เป้าหมายเอกราชอาจต้องมีปัจจัยองค์ประกอบที่ยังต้องต่อเติมไปถึงจุดนั้น และแท้ที่จริงแล้ว ทุกเวลาที่ผ่านไปนับจากอดีตสู่ปี 2569 ที่เคลื่อนมาถึงวันนี้ ล้วนกำลังก่อร่างสร้างความเข้มแข็งและต่อเติมปัจจัยองค์ประกอบของความเป็นรัฐเอกราชปาตานีที่สมบูรณ์ตามลำดับ และในขณะนี้ความเป็นเอกราชปาตานีก็เกือบสมบูรณ์แล้วในทางปฏิบัติ ด้วยการสร้างและขยายมวลชนแนวร่วมขบวนการต่อสู้ในทุกระดับได้สร้างคนร่วมสู้สู่เอกราชปาตานีที่นับวันจะเข้มแข็งจนยากที่รัฐจะเข้าถึงเพื่อแย่งชิงมวลชนเหล่านั้นมาเป็นแนวร่วมของรัฐได้โดยง่าย ความเป็นพวกเดียวกัน สืบเชื้อสายบรรพบุรุษมลายูมุสลิมชาวปาตานียิ่งลึกซึ้งเข้าไปใน DNA ของผู้คนในพื้นที่ สู่การเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อเอกราชของบรรพชนที่ชาวมลายูมุสลิมต้องกระทำอย่างเข้มแข็ง ด้วยเป็นหน้าที่ (วาญิบ) ของชาวมลายูมุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติต่อผู้รุกรานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การนำหลักศาสนามาตีความเพื่อชี้นำไปสู่การต่อสู้กับรัฐ เป็นการใช้พลังทางศาสนาที่เริ่มจากความศรัทธาในศาสนามาใช้ในการหล่อหลอมกล่อมเกลาทางความคิดและจิตวิญญาณให้ผู้คนในพื้นที่เอาใจออกห่าง สร้างความเห็นต่าง แบ่งแยกผู้คนในพื้นที่กับรัฐที่ทรงพลังยิ่ง โดยอ้างว่าคนในพื้นที่ปาตานีถูกรัฐกดขี่ ข่มเหง และปกครองโดยไม่เป็นธรรมต่อชาวมุสลิม ตลอดจนสร้างความเชื่อผิดๆ ในทำนองว่ารัฐขัดขวางการปฏิบัติศาสนกิจของพี่น้องชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ เหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่แห่งนี้ที่ต้องลุกขึ้นสู้ในทุกวิถีทาง เพราะหากชาวมลายูมุสลิมคนใดไม่ปฏิบัติตามถือว่าผู้นั้นละเมิดหลักการศาสนา และการหล่อหลอมความคิดที่เชื่อมโยงหลักความเชื่อทางศาสนา แม้จะเป็นการตีความของแกนนำนักสร้างมวลชนของขบวนการร้ายนี้เอง หากแต่เป็นการตีความโดยให้ความหมายที่ชักนำไปสู่การเป็นประโยชน์ของขบวนการในการแบ่งแยกผู้คนในพื้นที่กับสังคมส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับรัฐอันจะนำไปสู่อิสระในการปกครองจากรัฐ และแม้จะเป็นเพียงความคิด จิตวิญญาณที่ยังไม่ถึงขั้นการจับอาวุธขึ้นสู้ หากแต่ความคิดและจิตวิญญาณเหล่านั้นจะเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่อิสรภาพของพวกเขาที่ทรงพลังยิ่ง การแบ่งแยกความคิดและจิตวิญญาณของประชาชนในพื้นที่ให้เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์รัฐเอกราชปาตานีส่งผลให้เกิดพลังการต่อสู้ที่รัฐถูกสร้างให้เป็นศัตรูของมวลชน การพัฒนา การแก้ปัญหาและช่วยเหลือจากรัฐในมิติใดๆ ก็ตาม จะถูกตีความให้เป็นประสงค์ของพระเจ้า หาเป็นบุญคุณของรัฐไม่ ทั้งยังถูกตีความในความพัฒนา ช่วยเหลือคนในพื้นที่เป็นเจตนาชั่วร้ายที่ซ่อนเร้นการยึดครอง มุ่งกลืนกินจิตวิญญาณคนในพื้นที่จากรัฐซึ่งต้องถูกต่อต้านจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง แนวคิดเหล่านี้จึงทำให้การดำเนินการพัฒนาเพื่อความมั่นคงของรัฐใดๆ ที่ผ่านมา ต้องสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนั้น การบังคับให้กลัวด้วยกองกำลังติดอาวุธจากขบวนการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนในพื้นที่ส่วนหนึ่งต้องจำยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการสู้รบ กลายเป็นสภาวะเขตปลดปล่อยอำนาจรัฐไปเป็นเขตปกครองกันเองของขบวนการอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยกลไกของรัฐไม่สามารถเข้าถึงและคุ้มครองความปลอดภัยให้คนในพื้นที่ได้ คนในพื้นที่จึงเป็นสวนหนึ่งของขบวนการร้ายในการคงอำนาจกำลังรบแบบกองโจรไว้อย่างเข้มแข็ง รวมทั้งพร้อมลุกขึ้นแสดงประชามติในการแยกตนเองออกมาเป็นอิสระ ร่วมกับชัยชนะในการต่อสู้ทางความคิดของขบวนการร้ายที่บรรลุเป้าหมายของการสร้างวาทะกรรมการให้สิทธิ เสรีภาพกับคนในพื้นที่ท้องถิ่น ให้คนในพื้นที่ปกครองกันเองผ่านกลไกราชการการเมืองท้องถิ่น การส่งแกนนำแนวร่วมเข้าสู่การเมืองระดับชาติเพื่อขจัดขัดขวางกลไกของรัฐในการต่อสู้ ตลอดจนใช้เวทีประชาคมโลกเรียกร้องสิทธิชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในทุกโอกาสอย่างทรงพลัง สถานการณ์ที่สงบเงียบจึงเป็นเพราะกลไกรัฐยังไม่เป็นอุปสรรคกับขบวนการร้ายแห่งนี้ หากแต่มันได้ซ่อนพรางซึ่งสภาวะการปกครองกันเอง อยู่กันเองของคนในพื้นที่ที่เป็นอยู่แล้วในทางปฏิบัติ นับเป็นสภาวะที่ขบวนการได้ชัยชนะในการบรรลุเป้าหมายอิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่ อันเป็นสุดยอดแห่งกลยุทธ์ในสงครามที่พวกเขาได้รับชัยชนะโดยไม่ต้องรบด้วยอาวุธ








