เสือตัวที่ 6
หลังจากกลุ่มกองโจรของขบวนการแย่งยึดอำนาจรัฐในพื้นที่ชายแดนใต้ บุกเข้าโจมตีสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดชายแดนใต้พร้อมกัน 11 แห่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัด เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 10 ม.ค. จนถึงเช้ามืดของวันที่ 11 ม.ค.69 ที่ผ่านมา บ่งบอกให้เห็นว่าขบวนการร้ายแห่งนี้ที่มีกลุ่ม BRN เป็นแกนหลักในห้วงเวลานี้ มีศักยภาพอันเข้มแข็งมากพอที่จะวางแผนปฏิบัติการและก่อการร้ายได้ในวงกว้างพร้อมๆ กันอย่างมืออาชีพที่หน่วยงานความมั่นคงของรัฐจะมองข้ามไม่ได้ ทั้งยังส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมปกครองกันเองด้วยการก่อการร้ายเพื่อท้าทายอำนาจรัฐ และอำนาจรัฐในพื้นที่แห่งนี้เป็นของคนในพื้นที่ที่อำนาจรัฐเข้าไม่ถึง การปฏิบัติการของกลุ่มกองโจรสามารถทำได้สำเร็จตามแผนอย่างสมบูรณ์ได้ชี้ให้เห็นว่าขบวนการแบ่งแยกการปกครองจากรัฐมีมวลชนในพื้นที่ให้การสนับสนุนการต่อสู้เพื่อเอกราชตานีอย่างเต็มกำลัง การก่อการร้ายด้วยการวินาศกรรมสถานีน้ำมันเป็นความรุนแรงขั้นสุด การเตรียมการทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นการวางแผนอันแยบยล การประกอบระเบิดแสวงเครื่องที่ต้องใช้ผู้ชำนาญการประกอบระเบิด โดยครั้งนี้ผู้ก่อการร้ายใช้บรรจุในภาชนะถังดับเพลิงลูกละ 20 กิโลกรัม แต่ละจุดมีการจุดชนวนระเบิด 2 ระบบ ทั้งการตั้งเวลาและใช้รีโมทคอนโทรลซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขาไม่ใช่พวกก่อกวนธรรมดา การรวมกำลังกองโจรที่ฝึกฝนมาแล้วอย่างช่ำชองเข้าปฏิบัติการร้ายจุดละ 4 – 6 คน รวมแล้วใช้กำลังกองโจรประมาณ 60 – 70 คน ที่สอดรับกันทั้งขบวนการโดยมีมวลชนให้การสนับสนุนจำนวนมาก การลักลอบขนวัตถุระเบิดเข้าพื้นที่เป้าหมายได้อย่างปิดลับเงียบเชียบ ทำให้รอดพ้นการข่าวกรองและด่านตรวจของรัฐที่มีกราดเกลื่อนในพื้นที่ และการเล็ดลอดหลบหนีของกองโจรหลังปฏิบัติการแล้วได้อย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอยที่ส่วนหนึ่งหนีข้ามแดนไปประเทศมาเลเซีย และอีกส่วนหนึ่งหนีขึ้นกบดานซ่อนตัวอยู่บนเทือกเขาในพื้นที่ โดยการสนับสนุนจากมวลชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
แม้หน่วยงานความมั่นคงจะสืบสวนพบว่าคนร้ายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดิมๆ ที่มีหมายจับในหลายคดี แต่ก็บ่งบอกว่าหน่วยงานความมั่นคงของรัฐไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายกลุ่มนี้มาดำเนินการตามกฎหมายได้จนกระทั่งสามารถรวมตัวไปก่อการร้ายครั้งแล้วครั้งเล่ารวมทั้งครั้งนี้ อาทิ เป็นกลุ่มนายมูซอฮา เจะเด็ง มีประวัติเคยร่วมก่อเหตุปล้นทองห้างบิ๊กซีสุไหงโก-ลก กลุ่มนายอารง ดือราโพ เคยก่อเหตุปล้นรถบริษัทเครื่องดื่มน้ำอัดลมและพารถไปปล้นร้านค้าที่ อ.ระแงะ กลุ่มนายอับดุลเลาะ บูละ เคยก่อเหตุลอบเผารถยนต์และเครื่องจักรกลในเหมืองแร่ กลุ่มนายตอเย็บ เมทารง เคยก่อเหตุลอบวางระเบิดโรงไฟฟ้าชีวมวล และปั๊มน้ำมันที่ อ.สุไหงโก-ลก ที่ทั้งหมดยังไม่ถูกจับกุมมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมของรัฐได้ และนั่นได้ส่งผลเชิงจิตวิทยาให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้ได้สูญเสียอำนาจรัฐในการบังคับใช้กฎหมายไปแล้ว ขบวนการแย่งยึดอำนาจการปกครองจากรัฐยังคงท้าทายอำนาจรัฐด้วยการแสดงศักยภาพในการต่อสู้ด้วยอาวุธได้ตามอำเภอใจโดยรัฐไม่อาจบังคับใช้กฎหมายใดๆ ได้ ซึ่งนั่นทำให้มีการกล่าวอ้างได้ว่าพี่น้องประชาชนในสมรภูมิพื้นที่ปลายด้ามขวานได้เห็นพ้องอย่างเต็มหัวใจกับขบวนการแย่งยึดอำนาจการปกครองจากรัฐ หรือพี่น้องประชาชนในพื้นที่แห่งนี้มีอุดมการณ์สู่ความเป็นเอกราชตานีที่ต้องการปลดปล่อยอำนาจรัฐไปสู่เขตปกครองของพวกเขาอย่างชัดเจน ซึ่งนั่นทำให้การปฏิบัติการร้ายทั้งหลายบรรลุผลตามแผนร้ายได้อย่างสมบูรณ์
แม้ต่อมาใน 20 ม.ค.69 เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลัง 3 ฝ่ายจำนวนมากเข้าปิดล้อมเพื่อจับกุมคนร้ายที่มีส่วนในการก่อเหตุร้ายหลายคดีรวมทั้งการก่อการร้ายสถานีบริการน้ำมันที่ผ่านมา เพื่อบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่บ้านเช่าไม่ทราบเลขที่ ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา หลังมีรายงานว่า นาย อาดิล สาแม และนายนัสซือเราะ สาเมาะ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีความมั่นคง เข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเช่าหลังดังกล่าว จนเกิดการปะทะกันขึ้น ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 รายคือ นาย นัสซือเราะ สาเมาะ ส่วนนาย อาดิล สาแม สามารถแหวกวงล้อมหลบหนีไปได้ จากข้อมูลพบว่าคนร้ายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแบ่งแยกการปกครองจากรัฐที่เป็นระดับหัวหน้าชุดปฏิบัติการที่มีความสำคัญในพื้นที่และกำลังกบดานในพื้นที่โดยได้รับการสนับสนุนจากคนในหมู่บ้านและเตรียมหลบหนีข้ามแดนไปมาเลเซีย
การดำรงสภาวะของสงครามเพื่อเอกราชของชาวมลายูปาตานีมีความคงเส้นคงวาอยู่ได้ก็ด้วยความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับรัฐเพื่อเอกราชในการปกครองรัฐปาตานีแห่งนี้มีความกล้าแข็งมากขึ้นเป็นลำดับ โดยใช้วาทกรรม ญิฮาด (Jihad) ที่หมายถึง การต่อสู้หรือความพยายามในเส้นทางของพระเจ้า ซึ่งมีความหมายกว้างขวาง ทั้งการต่อสู้กับกิเลสภายในตนเอง (ญิฮาดใหญ่) และการต่อสู้เพื่อปกป้องตนเองและศาสนาเมื่อถูกรุกราน(สงครามศักดิ์สิทธิ์) จึงถูกตีความให้สถานการณ์ในพื้นที่เป็นสภาวะสงครามเพื่อปกป้องตนเองกับผู้รุกรานอันเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวมลายูมุสลิมต้องร่วมกันต่อสู้กับรัฐผู้รุกรานผ่านวาทกรรม วาญิบ(Wajib) ที่หมายถึงหน้าที่บังคับที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ หากละเลยจะได้รับโทษ แต่หากปฏิบัติจะได้รับผลบุญ และนักต่อสู้ทุกคนจะถูกยกย่องว่านักรบของพระเจ้า เพราะเป็นผู้ที่ต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮ์ ที่มีความกล้าหาญในการปกป้องศาสนา และเมื่อนักรบของพระเจ้าเสียชีวิตจากการต่อสู้กับผู้รุกราน(ตามการตีความของขบวนการร้าย) ก็จะได้รับการยกย่องเยี่ยงวีรบุรุษของพวกเขาว่าชะฮีด ที่หมายถึง บุคคลที่เสียชีวิตในการญิฮาด (สงครามปกป้องศาสนา) กับเหล่าผู้ปฏิเสธศาสนาอิสลาม (กุฟฟ๊าร) เพื่อปกป้องและเชิดชูธงชัยแห่งศาสนาอิสลามให้สูงส่ง และผู้ที่เป็นชะฮีดนั้นไม่ต้องมีการอาบน้ำศพ การห่อศพ และการละหมาดให้แก่ศพ แต่ให้ขจัดสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นนอกจากโลหิตของผู้ตายชะฮีดเท่านั้น ดังนั้นการเสียชีวิตของคนในขบวนการ BRN รวมทั้งการวิสามัญนาย นัสซือเราะ สาเมาะ จึงถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษนักรบของพระเจ้าในสงครามศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการแห่ศพอย่างเอิกเกริก พร้อมตระโกนว่าเอกราชปาตานีอย่างกึกก้องของมวลชน จึงเป็นสัญญาณอันตรายต่อความมั่นคงของชาติอย่างชัดเจน








