ทวี สุรฤทธิกุล
8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าตื่นเต้นว่า “สี” ไหนจะเป็นผู้ชนะ แต่ว่าทำไมการเมืองไทยต้อง “มีสี”
สมัยก่อนตอนที่ผู้เขียนมีสิทธิได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2522 เวลาที่พรรคการเมืองต่าง ๆ หาเสียง ชาวบ้านเขาจะเรียกพรรคนั้นพรรคนี้ตามชื่อหัวหน้าพรรค เช่น พรรคคึกฤทธิ์ (ปราโมช) พรรคสมัคร (สุนทรเวช) และพรรคประมาณ (อดิเรกสาร) เป็นต้น เพราะสมัยก่อนคนยังให้ความสำคัญกับหัวหน้าพรรคที่เป็นคนดัง ๆ เหล่านั้นค่อนข้างมาก ผิดกับสมัยนี้ที่หัวหน้าพรรคไม่ค่อยจะดังหรือเด่นพอที่จะเอามาเป็นชื่อเรียกพรรค ก็เลยมีการเรียกพรรคสีนั้นสีนี้ ก็เพื่อให้จำง่ายและเกิดความโดดเด่น
คุณอนุทิน ชาญวีระกูล จึงต้องผูกชื่อตัวเองเข้ากับ “สีน้ำเงิน” ของพรรคภูมิใจไทย คุณเท้ง (ที่เกือบจำชื่อจริงไม่ได้) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็จำยาก จึงต้องเรียกพรรคสีส้ม หรือคุณเชน (นี่ชื่อจริงก็ยังใหม่ คนไม่ค่อยคุ้น) ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็ต้องบอกว่าอยู่พรรคสีแดง แต่ก็มีบางพรรคอย่างเช่นพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคเก่าแก่ ที่มีสีประจำพรรคคือสีฟ้า คนก็ไม่ค่อยเรียกสีของพรรคนี้ เพราะกลัวว่าจะเกิดเข้าใจผิด คิดไปถึงร้านอาหารสีฟ้าที่เป็นที่จดจำได้ดีกว่า รวมถึงพรรคใหม่ ๆ ที่คนยังไม่คุ้นสีประจำพรรค และหลายพรรคก็ยังเน้นภาพสัญลักษณ์ให้มีความหมายต่าง ๆ มากกว่าที่จะใช้สีมาเป็นสื่อนำ แต่ก็จำยากกว่าการใช้สีเข้ามาช่วย ซึ่งคนสมัยใหม่จะชอบใจมากกว่า
ที่พูดถึงเรื่องสีกับพรรคการเมืองขึ้นมา ก็เพราะนึกถึงงานวิชาการชิ้นหนึ่งที่ผู้เขียนได้ไปอ่านเจอเมื่อ 6-7 ปีก่อน ชื่อเต็ม ๆ จำไม่ได้ เพราะเป็นภาษาอังกฤษยืดยาว แต่พอจะแปลเป็นไทยในสาระของงานชิ้นนั้นได้ว่า “การสร้างจุดขายทางการเมืองของพรรคการเมืองในยุคดิจิตอล” ซึ่งมีการกล่าวถึงพรรคการเมืองในสมัยใหม่ว่า อุดมการณ์(และสื่อสัญลักษณ์ต่าง ๆ รวมถึงสีหรือเครื่องหมายประจำพรรค)จะไม่ใช่จุดขายของพรรคการเมืองต่าง ๆ อีกต่อไป แต่ “เรื่องราว – Story” ของพรรคนั่นเองที่จะเป็นอนาคตหรือจุดขายในสมัยใหม่ของพรรคการเมืองในยุคใหม่นี้
เขา(คนที่ทำวิจัย)บอกว่า “เรื่องราว” ของพรรคการเมืองไม่ใช่เพียงแค่ประวัติความเป็นมาของพรรคการเมืองพรรคนั้น ๆ หรือคนที่มีชื่อเสียงของพรรคนั้น ๆ แต่มันคือ “ผลงาน” หรือสิ่งที่พรรคนั้นได้ทำไว้ และมีชื่อเสียงหรือความโดดเด่นจนเป็นที่จดจำ ทั้งนี้ผลงานเหล่านั้นจะโดดเด่นขึ้นได้ ก็ต้องมีวิธีการนำเสนอให้เป็นที่จดจำ เช่น ทำเป็นเรื่องเล่าผ่านเวทีปราศรัย รวมถึงทำเป็นเพลงในเวลาที่มีการหาเสียง หรือออกอากาศให้เป็นที่ติดหู (เขาบอกว่าถ้าจะให้ดีต้องเป็นเพลงง่าย ๆ ที่เด็ก ๆ ก็ร้องได้ เพราะเด็ก ๆ จะร้องให้ติดหูผู้ใหญ่ในที่สุด) ซึ่งนั่นเป็นวิธีการแบบเก่าในโลกของการหาเสียงแบบเดิม ๆ
ผู้วิจัยบอกอีกว่า ในโลกยุคดิจิตอลสื่อโซเชียลจะมีอิทธิพลสูงมาก เพราะมันมีพลังแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มเฉพาะของแต่ละพรรคได้ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละพรรคจะสร้างกลุ่มเฉพาะ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “แฟนคลับ” นั้นได้มากกว่ากัน ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้ “เซเลบ” หรือ “ไอดอล” เป็นตัวดึงดูด เมื่อเซเลบหรือไอดอลดึงดูดคนมาเข้ากลุ่มได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของพรรคที่จะ “ฉีด” ข่าวสารหรือ “เรื่องราว” เข้าไปในตัวสมาชิกในกลุ่ม ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามีการใช้ “มืออาชีพ” ในใช้สื่อโซเชียล ก็จะยิ่งทำให้วิธีการนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้พวกมืออาชีพจะมีความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มประชากร ที่หมายถึง “กลุ่มเป้าหมาย” ที่จะดึงให้มาชื่นชอบพรรค และตัดสินใจลงคะแนนให้พรรคในที่สุด
ผู้วิจัยยังบอกด้วยว่า โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่ “IO – Information Operation” หรือ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ซึ่งนั่นจะเน้นการทำลายล้างซึ่งกันและกันแบบการทำสงครามกับศัตรูข้าศึกในโลกการเมืองสมัยเก่า แต่จะเน้นสร้าง “ข้อผูกมัด” (Engagement) เหมือนการขายสินค้ามากกว่า โดยมีพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสินค้าสำคัญ อีกทั้งไม่เน้นทำลายล้างหรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่ยังเน้นหาพันธมิตร คือเครือข่ายของพรรคทุกรูปแบบ แม้กระทั่ง “ทำดี” กับพรรคการเมืองคู่แข่ง เพราะบางทีก็ต้องมาร่วมมือกันกับพรรคการเมืองคู่แข่งนั้นต่อไป อย่างเช่นร่วมจัดตั้งรัฐบาล หรือนำเสนอกฎหมายต่าง ๆ (อย่างที่ภาษาการเมืองแบบไทย ๆ ที่เราคุ้นกันดีกล่าวไว้ว่า “การเมืองไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร” อย่างไรอย่างนั้น) นั่นก็คือพรรคการเมืองสมัยใหม่จะไม่เน้น “ขายอุดมการณ์” เหมือนพรรคการเมืองแบบเก่า ที่รวมถึงขายนโยบายที่บางทีก็ทำไม่ได้หรือหรือมีข้อจำกัด แต่จะเน้นขาย “ดารา” และสร้าง “จุดขาย” หรือ “Gimmick” ต่าง ๆ ขึ้นมาแทน
“ดารา” ที่สร้างได้ง่ายที่สุดก็คือ “ผู้นำพรรค” ส่วนจะมีวิธีการสร้างอย่างไร ผู้เขียนก็จำรายละเอียดได้ไม่หมด จำได้แต่เพียงว่าต้องมีจุดเด่น เช่น หล่อ สวย หรือเก่ง อะไรทำนองนี้ (ทำให้นึกถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็มาสไตล์นี้) ส่วนการสร้างจุดขายต้องอาศัยการวิจัยตลาดและใช้มืออาชีพในธุรกิจประเภทนี้ (เข้าใจว่าผู้วิจัยคงเป็นคนในบริษัทจำพวกนี้นี่เอง จึงแนะนำใช้มืออาชีพที่ทำธุรกิจเหล่านี้) โดยเขาใช้คำว่า “Emotional Marketing” โดยมีทฤษฎีว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ “เหนือ” เหตุผล เหมือนกับการสร้างแบรนด์สินค้าต่าง ๆ นั่นเอง
กลับมาพูดถึงการเมืองไทยกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ แน่นอนว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ ของไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์หรือนโยบายอะไรทั้งสิ้น บางพรรคถึงกับหลงลืมอุดมการณ์อย่างที่เคยบอกว่า “ต่อต้านเผด็จการมาทุกยุคทุกสมัย” หรือบางพรรคก็พร้อมจะร่วมรัฐบาลกับพรรคใดก็ได้ โดยยอมที่จะเปลี่ยนค่ายจากฝ่ายประชาธิปไตยมาเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม รวมถึงที่เป็นไปได้ว่าบางพรรคที่ประกาศว่ามีเราไม่มีเทา หรือเราจะไม่ผสมพันธุ์กับนักการเมืองที่มีประวัติไม่ดี พอถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาลก็ “วิ่งพล่าน - ร่าน - ลนลาน” ไปร่วมผสมกันจนได้
คุณครูประวัติศาสตร์ของผู้เขียนสมัยอยู่ชั้นมัธยม เล่าถึงสงครามในสมัยโบราณว่า เวลาที่เขาจะรบกัน เขาจะชักธงแจ้งบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่ากำลังจะรบกับใครจากเมืองอะไร และประเพณีนี้มาจนถึงสมัยสงครามโลกที่ใช้ธงประจำชาติต่าง ๆ แจ้งสังกัดแต่ละกองทัพ แต่พอสิ้นสุดการรบแต่ละวัน สีที่เห็นก็มีแต่สีแดง ซึ่งก็คือ “เลือด” ของทหารเหล่านั้น คุณครูท่านพูดให้คิดว่า “ไม่ว่าเราจะเป็นคนชาติไหน มีธงชาติสีอะไร แต่เมื่อกรีดเลือดออกมาดู ก็จะมีสีแดงเหมือนกันทุกคน”
กีฬาสีในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ก็น่าจะดูเดือดเข้มข้นเอามาก ๆ แต่เชื่อเถอะว่าพอหลังวันเลือกตั้ง ทุกคนจะมีสีเดียวกัน คือ “สีร่วมรัฐบาล” แม้จะต่างกรุ๊ปเลือดหรือ “เกรด” ของความเป็นคน ก็มาร่วมอยู่กินกันได้!








