การเมืองไทยผ่านฉากทัศน์การ "สลับขั้ว" และ "หักหลัง" มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ปรากฏการณ์ในปี 2569 นี้ ถือเป็นปฐมบทใหม่ที่คณิตศาสตร์การเมืองอยู่เหนือความแค้นในอดีตอย่างเบ็ดเสร็จ ผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนภาพความย้อนแย้งได้คมชัดที่สุด เพราะในขณะที่มวลชนฝั่งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ต่างประสานเสียงคัดค้านการจับมือกับค่ายสีน้ำเงินสูงถึงร้อยละ 71.14, 58.24 และ 64.35 ตามลำดับ
แต่กลับมีเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเพียงกลุ่มเดียวที่เสียงส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 54.73 ยอมรับการร่วมหอลงโรงครั้งนี้ นี่คือโลกของความเป็นจริงที่อำนาจของ สส. เกือบ 200 ที่นั่งในมือภูมิใจไทย คือสัจธรรมที่กดทับทุกเสียงคัดค้านให้เงียบลง แม้ในอดีตค่ายสีน้ำเงิน 80 เสียงอาจเคยเป็นพยัคฆ์ที่คอยชี้เป็นชี้ตายพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่าในรอบนี้ที่สถานะกลับกัน จากที่พรรคเพื่อไทยเคยเป็นพรรคแกนนำและมีเสียงข้างมาก เปลี่ยนมาเป็นพรรคขนาดกลาง 70 กว่าที่นั่ง อาจเอาคืนหรือสางแค้น!!
แต่ในสถานการณ์พรรคภูมิใจไทยกวาดเก้าอี้มาได้เกือบครึ่งสภา เสียงของเพื่อไทยจึงไม่ได้กลายเป็น “ตัวแปร” แต่เป็นเพียง "องค์ประกอบ" ไม่ใช่ "หัวใจ" ของรัฐบาลอีกต่อไป แรงกดดันหรือความพยายามจะเอาคืนเพื่อทวงคืนเก้าอี้กระทรวงเกรด A จึงเป็นได้เพียงภาพฝัน เพราะในวันที่ภูมิใจไทยมีแต้มต่อท่วมท้น การต่อรองใดๆ จากฝั่งเพื่อไทยย่อมไร้น้ำหนักและตกอยู่ในสภาวะจำยอมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหนือไปกว่านั้น แม้วันนี้จะยังไม่มีชื่อของพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล แต่เชื่อกันว่ายุทธศาสตร์ของ "ครูใหญ่" แห่งบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ย่อมแยบยลด้วยการวางหมากชั้นที่สองไว้ให้พรรคกล้าธรรม ซึ่งเปรียบเสมือนอะไหล่เกรดพรีเมียมที่พร้อมจะถูกหยิบมาเสียบแทนพรรคเพื่อไทยได้ทุกวินาทีหากเกิดอาการพยศ การมีกล้าธรรมสแตนด์บายอยู่ข้างกายคือหมากล้อมอำนาจที่ส่งสัญญาณเตือนไปถึงเพื่อไทย หากอยู่ร่วมกันไม่ได้ก็พร้อมจะตัดหางปล่อยวัดทันที พรรคเพื่อไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง "อยู่ให้เป็น"
#การเมืองไทย2569 #เพื่อไทย #ภูมิใจไทย #พรรคกล้าธรรม #คณิตศาสตร์การเมือง #สลับขั้วหักหลัง #นิด้าโพล








