สถานการณ์การทุจริตของประเทศไทยในเวทีระดับโลกตามรายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2025 ซึ่งเปิดเผยโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยร่วงลงมาอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนนเพียง 33 คะแนน ซึ่งถือเป็นระดับคะแนนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555 และปรับตัวลดลงจากอันดับที่ 107 ในปี 2567 ที่เคยได้ 34 คะแนน
หากพิจารณาพัฒนาการย้อนหลังไป 5 ปี จะพบว่าคะแนนของไทยมีความผันผวนในทิศทางที่ลดลง โดยในปี 2563 และ 2565 เคยทำคะแนนได้ 36 คะแนน ก่อนจะขยับลงมาที่ 35 คะแนนในปี 2564 และ 2566 และลดต่ำลงอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีล่าสุด
การลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 (ประกาศผลต้นปี 2569) มีสาเหตุหลักมาจากคะแนนที่ลดลงใน 3 แหล่งข้อมูลสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประสิทธิภาพการปราบปรามการทุจริตและหลักนิติธรรมจากแหล่งข้อมูล Bertelsmann Stiftung (BTI) และที่น่ากังวลที่สุดคือ ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจจากแหล่งข้อมูล IMD ที่มีคะแนนด้านการติดสินบนและคอร์รัปชันลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 10 คะแนน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนนเฉลี่ยในภาพรวมของประเทศ
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และลาว ต่างมีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในแง่คะแนนและอันดับ จนทำให้ปัจจุบันประเทศไทยร่วงลงมาอยู่ในอันดับที่ 7 ของอาเซียน ตามหลัง อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว
ภาพสะท้อนที่เด่นชัดในปี 2568 คือการที่คอร์รัปชันในไทยได้วิวัฒนาการไปสู่รูปแบบที่เรียกว่า "การโกงเป็นเครือข่าย" ซึ่งไม่ใช่แค่การทุจริตรายบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในอำนาจรัฐ เศรษฐกิจ และเครือข่ายทุนสีเทา
โดยสถิติจาก สำนักงาน ป.ป.ช. พบว่าในช่วงปีงบประมาณ 2565 - 2567 มีเรื่องร้องเรียนการทุจริตรวมสูงถึง 20,675 เรื่อง โดยหน่วยงานที่ถูกกล่าวหามากที่สุดคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนถึง 7,829 เรื่อง หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 37.8 ของเรื่องทั้งหมด และประเภทคดีที่มีปัญหาความเสียหายรุนแรงที่สุดคือ การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งหากพิจารณาจากคดีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและมีคำพิพากษาในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่ามี วงเงินงบประมาณโครงการที่เกี่ยวข้องรวมสูงกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดคะแนนความโปร่งใส (CPI) ของไทยให้ลดลงเหลือเพียง 33 คะแนน
ท่ามกลางวิกฤตนี้ พรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ต่างชูวิสัยทัศน์ที่หลากหลายเพื่อแก้ปัญหา โดยกลุ่มพรรคที่เน้น "ยาแรง" อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคเศรษฐกิจ และพรรคไทยภักดี ต่างเสนอให้ใช้โทษประหารชีวิตนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริต รวมถึงการยึดทรัพย์ครอบครัวและไม่มีการอภัยโทษ
ในขณะที่กลุ่มพรรคที่เน้น "การปรับโครงสร้างเชิงระบบ" อย่างพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีรัฐดิจิทัล (AI Government) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐผ่านระบบ Cloud แบบ 100% เพื่อลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และการนำระบบ Auto-approve มาใช้ในการออกใบอนุญาตเพื่ออุดช่องว่างการเรียกรับสินบน
คำถามสำคัญที่ว่าทำไมประเทศไทยมีนโยบายต่อต้านทุจริตทุกปี แต่อันดับโลกไม่ดีขึ้น คำตอบอาจอยู่ที่เจตนารมณ์ทางการเมือง (Political Will) และการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการออกแบบนโยบายที่ดีแต่ขาดการบังคับใช้
แม้รายงานสถิติผลการสำรวจความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของ สำนักงาน ป.ป.ช. พบว่าอยู่ในเกณฑ์สูงถึง ร้อยละ 86.57 และคะแนนการประเมิน ITA ประจำปี 2568 ในภาพรวมขยับสูงขึ้นเป็น 93.82 คะแนน
แต่ด้านการรับรู้ในทางปฏิบัติจริงของผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะนักลงทุนและภาคธุรกิจ ยังคงมีความกังวลในระดับปานกลางถึงสูง เนื่องจาก ความล่าช้าในกระบวนการภาครัฐและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ยังถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญของการเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ความโปร่งใสในระดับสากล
นอกจากนี้ ปัญหา "นอมินี" และโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อนยังเป็นจุดบอดสำคัญที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ได้ หากปราศจากการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานและการเปิดเผยผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริง
หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2572 ซึ่งใช้ดัชนี CPI เป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาสำคัญ รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการปราบปรามที่ปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงระบบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อทำลายเครือข่ายคอร์รัปชันให้ถึงรากเหง้า







