“ไอเอ็มเอฟ" ผวา! เตือนเอเชียเสี่ยง "วิกฤตพลังงาน" รอบใหม่ สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษเศรษฐกิจพัง
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาเตือนว่าภูมิภาคเอเชียมีความเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงานมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลก เนื่องจากต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากตะวันออกกลางในระดับสูง หากเกิดภาวะขาดแคลนอุปทานจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
ไอเอ็มเอฟระบุว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียในช่วงต้นปี 2569 จะเริ่มต้นได้แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและสภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย แต่ความเสี่ยงด้านพลังงานยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการฟื้นตัวได้
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียเป็นแบบใช้พลังงานเข้มข้นสูง โดยค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นราว 4% ของจีดีพี สูงกว่ายุโรปเกือบ 2 เท่า โดยบางประเทศในอาเซียน เช่น ไทยและมาเลเซีย มีสัดส่วนการใช้พลังงานสูงกว่า 10% ของจีดีพี ขณะที่หลายประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก
ไอเอ็มเอฟยังประเมินว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 60% และทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องไปถึงปีหน้า อาจทำให้เศรษฐกิจเอเชียสูญเสียผลผลิตสะสมราว 0.8% และอาจรุนแรงถึง 2% ในกรณีเลวร้ายที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น สภาพการเงินตึงตัว และจำกัดขีดความสามารถในการใช้นโยบายของภาครัฐ
รายงานยังระบุว่า กลุ่มประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพื้นที่ทางการคลังจำกัด หรือพึ่งพาการท่องเที่ยวและการนำเข้าพลังงานและปุ๋ย จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟมองว่าวิกฤตครั้งนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้ประเทศในเอเชียเร่งลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพิ่มการค้าภายในภูมิภาค และกระจายความเสี่ยงด้านคู่ค้า แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปแนวโน้มราคาน้ำมัน แต่หากความผันผวนยืดเยื้อ ภาพรวมเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงเกาหลีใต้และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อาจต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในระยะข้างหน้า
#ไอเอ็มเอฟ #วิกฤตพลังงาน #สงครามตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจเอเชีย #ราคาน้ำมัน #ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ #พลังงาน #ปัญหาพลังงาน #เศรษฐกิจโลก #การค้าภายในภูมิภาค #เอเชีย








