ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
สัญญาณหนึ่งของการเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว ก็คงหนีไม่พ้นเทศกาลที่คนไทยทุกคนเฝ้ารอ เทศกาล “สงกรานต์” นั่นเอง เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความสุขของคนไทย ที่ต่างได้หยุดยาว และกลับไปหาครอบครัวกันอย่างมีความสุข วันนี้เลยนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต์มาฝากกันครับ
เริ่มจากคำว่า “สงกรานต์” กันก่อน คำว่า สงกรานต์นั้นมีที่มาจากภาษาสันกฤตว่า สงฺกฺรานติ (อ่านว่า สัง-กฺราน-ติ) ซึ่งแปลว่า “การเคลื่อนย้ายเข้าไป” ซึ่งตามประเพณีมีทั้งหมด 3 วัน คือ 13 14 และ 15 เมษายน ซึ่งการเคลื่อนย้ายที่ว่าก็คือการเคลื่อนย้ายของดวงอาทิตย์เข้าสู่ราษีเมษนั่นเอง และวันที่ 15 คือวันที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษอย่างเต็มตัว จึงถือว่าเป็นการขึ้นศักราชหรือปีใหม่โดยสมบูรณ์
จะเห็นได้ว่า สงกรานต์เองก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องการเมืองพอสมควร เพราะมีความเชื่อมโยงกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและอิทธิพลอำนาจของอินเดียในสมัยโบราณ ที่แผ่อิทธิพลลงมายังพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากจะบอกว่าเป็นผลลัพธ์จากการขยายอิทธิพลทางการเมืองผ่านวัฒนธรรมทางศาสนาก็คงไม่ผิด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อยู่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สงกรานต์มักถูกนำมาเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบอกว่าประเทศนั้นประเทศนี้ลอกเลียนแบบ ดังที่เราได้เห็นกันอยู่ แต่ในความเป็นจริง ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า วัฒนธรรมนี้ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของ เพราะแท้จริงแล้วเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ โดยเฉพาะที่ได้รับอิทธิพลอินเดียและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนการเป็นประเทศอย่างในปัจจุบันหลายร้อยหลายพันปี จึงไม่แปลกที่ทั้งไทย ลาว เมียนมา และกัมพูชา จะมีเทศกาลสงกรานต์เหมือนๆกัน
หากจะคิดให้สงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสุข ทุกประเทศควรวางเรื่องการเมืองไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องมานั่งเคลมกันว่า สงกรานต์ เป็นของใคร แล้วเอาน้ำเย็นและน้ำใจให้แก่กันน่าจะดี และสมดังจุดประสงค์ของเทศกาลมากที่สุด
เมื่อถามว่าสงกรานต์มีความเชื่อมโยงกับการเมืองในมุมไหนอีกบ้าง ก็คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ หนึ่งในเหตุการณ์ที่ชัดเจนที่สุด และยังอยู่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนไม่น้อย คือ “สงกรานต์เลือดปี 2553” หรือการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่คือหนึ่งในจุดเปลี่ยนทางจิตวิทยาทางการเมืองของไทย
จากการชุมนุมแบบทั่วไป ได้เปลี่ยนเป็นการปะทะเต็มรูปแบบระหว่างทหารที่ใช้อาวุธจริง กับประชาชน นำไปสู่การสูญเสียจำนวนมากในครั้งนี้ หากวิเคราะห์ในเชิงลึก เหตุการณ์นี้เป็นกระจกที่สะท้อนทั้ง ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ความชอบธรรมของอำนาจรัฐ รวมไปจนถึงอิทธิพลของข้อมูลข่าวสาร ที่ล้วนเป็นปัจจัยผสมผสานให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางสังคมที่ยาวนาน ของคนที่รู้สึกถูกกดทับ และกลุ่มชนชั้นสูงและรัฐ
จะเรียกว่า ความเปราะบางทางการเมืองของไทย (ที่มีอยู่นานแล้ว) สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น นับจากวันนั้นมา
เป็นอีกหนึ่งบทเรียนของสังคมไทย ที่บอกเราว่า ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และการเมือง เป็นทั้งเหตุและผลในตัวเอง ที่ยังต้องการการแก้ไขพัฒนา
สงกรานต์ในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาท่ามกลางความผันแปรของโลก ความเป็นเทศกาลที่เต็มไปด้วยดนตรี แอลกอฮอลล์ และความบันเทิง ได้ส่งเสริมและทำลายภาพลักษณ์ของสงกรานต์ไปพร้อมๆกัน การรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม พร้อมๆกับการสร้างสมดุลให้สงกรานต์ในมิติด้านเศรษฐกิจ เป็นสิ่งจำเป็นที่คนไทยทุกคนต้องพร้อมใจกันทำให้เกิดขึ้น
สุดท้ายนี้ มองโลกเหลียวไทย by อาจารย์จา ขออารธานาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง ได้โปรดประทานพร ปกปักษ์รักษาท่านผู้อ่านทุกท่าน ให้มีแต่ความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างการและจิตใจแข็งแรงตลอด 2569 และตลอดไปครับ
สวัสดีปีใหม่ครับ







