ทวี สุรฤทธิกุล
คำขวัญของกระทรวงมหาดไทยคือ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข” มาถึงวันนี้เห็นทีจะต้องเปลี่ยนเป็น “บำบัดสุขบำรุงทุกข์” เพราะดูจะมีแต่ทำเรื่องให้สังคมต้องระทมทุกข์ และความสุขของชาวบ้านกำลังจะหมดไป
คำว่า “มหาดไทย” สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า มาจากคำบาลีว่า “มหทัย” แปลว่า “ความเมตตาอย่างยิ่ง” อันต้องตรงกันกับหน้าที่ของข้าราชการในฝ่ายมหาดไทย ในหน้าที่ของการดูแลประชาชนซึ่งต้องใช้ความเมตตาเป็นอย่างยิ่งนั้น มีกำเนิดคู่กันมากับข้าราชการฝ่ายกลาโหม ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 2006 โดยมหาดไทยจะดูแลข้าราชการในพวกพลเรือน และกลาโหมดูแลพวกทหาร ต่อมาก็แบ่งให้มหาดไทยดูแลหัวเมืองทางเหนือ และกลาโหมดูแลหัวเมืองทางใต้ จนถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการจัดตั้งกระทรวงต่าง ๆ ตามแบบตะวันตกใน พ.ศ. 2435 ก็ให้กระทรวงมหาดไทยดูแลหัวเมืองทั้งปวงทั่วประเทศ โดยมีการจัดรูปแบบการปกครองเป็นแบบมณทลเทศาภิบาล รวมถึงจัดเขตการปกครองเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน และให้มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือเสนาบดี
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้มีพระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับ พ.ศ. 2476 ให้ยุบเลิกมณทลเทศาภิบาล และให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด พร้อมกับยกเลิกระบบเจ้าเมืองตามแบบเก่า โดยให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในแต่ละจังหวัด แต่เดิมนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดมักจะเป็นผู้ที่จบการศึกษามาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวที่ผลิตข้าราชการออกสู่กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ โดยข้าราชการในฝ่ายมหาดไทยคือเป้าหมายหลักของการผลิตบัณฑิตในยุคนั้น จนเมื่อมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ก็ให้ยุบเลิกคณะรัฐศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปเสีย แต่ก็มาจัดตั้งขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2491 ดังนั้นในช่วงหนึ่งมหาวิทยาลัยทั้งสองนี้จึงเป็นคู่แข่งกันในการแย่งชิงตำแหน่งต่าง ๆ ในแต่ละจังหวัดเรื่อยมา ตั้งแต่ตำแหน่งนายอำเภอไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด โดยแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ “สิงห์ดำ” จากจุฬาฯ กับ “สิงห์แดง” จากธรรมศาสตร์ ซึ่ง “ประวัติศาสตร์มหาดไทยฉบับสีดำ” ก็เกิดขึ้นตรงนี้
อย่าลืมว่ากระทรวงมหาดไทยคือ “รากเหง้าอันแข็งแกร่งของระบอบศักดินาไทย” โดยได้ปลูกฝังกันมาในระบบ “ข้าเก่าเต่าเลี้ยง” คืออุปถัมภ์ค้ำชูและดูแลกันแบบ “นายกับบ่าว” ใครที่ไม่มีพรรคพวกหรือเจ้านายดูแลแล้วละก็ ก็จะมีสภาพแบบที่คนโบราณเรียกว่า “ไร้ญาติขาดอีโต้” ไปทำมาหากินที่ใดก็ไม่เจริญก้าวหน้าและไม่มีความมั่นคง แม้แต่การตั้งคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีเป้าหมายอย่างหนึ่งที่จะลดล้างความเป็นศักดินาของนิสิตที่จบมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่พอได้ออกไปเป็นข้าราชการในอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ก็ถูกความเป็นศักดินาเข้าครอบงำ ต้องยอมรับความเป็นศักดินานั้นเข้ามาโดยความจำเป็น เพราะถ้าไม่เกาะกลุ่มและดูแลกันแบบ “รุ่นพี่รุ่นน้อง” แล้ว สิงห์แดงก็จะพ่ายแพ้แก่สิงห์ดำอยู่ร่ำไป อันเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญของกระทรวงมหาดไทย แม้ว่าในภายหลังจะมีนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากมหาวิทยาลัยอื่น ก็ไม่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดเหมือนสิงห์ดำกับสิงห์แดงนี้
ผู้เขียนเข้าเรียนในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2519 โดยมีแรงผลักดันส่วนหนึ่งก็คืออยากจะเป็น “ชาวสิงห์” นี้มาก แต่พอได้อ่านนวนิยายเรื่อง “นายอำเภอปฏิวัติ” เขียนโดยบุญโชค เจียมวิริยะ ก็เปลี่ยนความคิดเพราะเป็นสังคมที่ต้องต่อสู้กันดุเดือด คนที่อยู่รอดคือคนที่มีเส้นสายหรือ “เจ้านายดี” เท่านั้น ดังนั้นพอจะขึ้นปี 2 แล้วต้องเลือกแขนงวิชาหลักหรือ “เมเจอร์” ผู้เขียนจึงต้องเลือกไปเรียนแขนงวิชารัฐประศาสนศาสตร์คือการบริหาร แทนแขนงวิชาการปกครองที่ตั้งใจไว้แต่เดิม เพราะประเมินแล้วว่าเด็กบ้านนอกอย่างเรา ไม่มีเส้นมีสาย คงไปไม่รอด ซึ่งเท่าที่ติดตามเพื่อน ๆ ที่เรียนด้านแขนงวิชาการปกครองก็ประสบชะตากรรมเช่นนั้น บางคนพอไปเป็นปลัดอำเภออยู่ได้ระยะหนึ่งก็ยอมแพ้ ต้องสอบโอนเปลี่ยนสายงานหรือย้ายไปอยู่กระทรวงอื่น ส่วนที่ยังอยู่ต่อไปก็ต้องต่อสู้อย่างหนัก และอยู่รอดเป็นนายอำเภอได้บ้าง รวมถึงผู้ว่าราชการอีก 2 คน ซึ่งก็ต้องฝ่าฟันมาภายใต้ “สงครามชาวสิงห์” นี้อย่างยากลำบาก
การต่อสู้ระหว่างสิงห์ดำกับสิงห์แดงนี้มีความรุนแรงอย่างที่หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่ได้คาดคิด เพราะส่วนมากจะต่อสู้กันแบบ “ขบเหลี่ยม” กันอยู่แต่ในกระทรวง จนเมื่อมีคนนอกโดยเฉพาะนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องจึง “หนองแตก” คือได้เห็นความชั่วร้ายหลั่งไหลออกมา อย่างที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยเมื่อราว พ.ศ. 2552 ที่ตอนนั้นมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชื่อนายชวรัตน์ ชาญวีระกูล และมีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข่าวสารปรากฏในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ว่า มีการซื้อขายตำแหน่งต่าง ๆ ในกระทรวงมหาดไทย ถึงขั้นที่มีการ “ตั้งโต๊ะรับเงิน” กันอย่างลับ ๆ หรือที่มีคำอีกคำหนึ่งว่า “กินใต้โต๊ะ” ดังนั้นในช่วงนั้นจึงมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่มีผู้เขียนร่วมอยู่ในคณะด้วยคนหนึ่ง ได้พากันเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้มีกระทรวงมหาดไทยมีการแถลงเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น เพราะพวกเราที่มาจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัย มองว่านักการเมืองกำลังสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างนักปกครองที่เป็นบัณฑิตมาจากมหาวิทยาลัยแห่งใหญ่ ๆ ไม่เฉพาะแต่สิงห์ดำกับสิงห์แดง แต่มี “สิงห์ขาว” ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ “สิงห์ทอง” ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย ต่อมาก็ทราบว่าข้าราชการหลายคนได้รับความเป็นธรรมกลับคืน และหลังจากนั้นก็ทำให้ศึกระหว่าง “สิงห์สีต่าง ๆ” นี้ซา ๆ ไปพักใหญ่
สำหรับกรณีที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในทุกวันนี้ คือเรื่องการทุจริตในการจัดสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งต่าง ๆ ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเชื่อว่าต้องมีความโยงใยกับนักการเมืองของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ในรัฐบาลนี้เป็นแน่แท้ เพราะมีเรื่องของเงินทองจำนวนมหาศาลและการใช้อำนาจอย่างน่าเกลียดเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในคดีทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอเมื่อ พ.ศ. 2552 (โปรดสังเกตว่าเป็น พ.ศ.เดียวกับกรณีที่มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ “สงครามชาวสิงห์” ที่ว่ามา โดยขอให้ดูว่าใครเป็นรัฐมนตรีและ “ผู้มีอำนาจ” ในสมัยนั้น) โดยศาลได้ตัดสินเมื่อ พ.ศ. 2563 และก็มีข้อมูลจากคำพิพากษานั้นว่ามีคนสั่งการและควบคุมข้าราชการให้ทำ แต่ก็เอาผิดหรือสาวไปไม่ถึงนักการเมืองที่มีอำนาจหลาย ๆ คนนั้น แต่ข้าราชการตั้งแต่ระดับอธิบดีลงมาต้องติดคุกกันหลายคน
ผู้เขียนมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทยเยอะและจากหลาย ๆ สถาบัน หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าลำพังคนมหาดไทยด้วยกัน แม้จะจบมาจากสถาบันต่าง ๆ กัน เวลาที่เขาต่อสู้หรือแข่งขันก็ยังอยู่ “ในระบบ” แต่พอมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่รู้ว่าไอ้พวกนี้เกิดมาจากไหนหรือเกิดจากอะไร มันจึงเอาเรื่อง “นอกระบบ” เข้ามาแพร่เชื้อให้เน่าเหม็นสกปรกอย่างที่เป็นอยู่
ในถ้ำสิงห์เขาก็สู้กันอย่างสิงห์ มีศักดิ์ศรีและสง่าราศี แต่ไอ้พวกที่มาจาก “ถ้ำตัวอะไรก็ไม่รู้” นี่แหละที่ทำให้ชาวสิงห์เป็นตัวอะไรก็ไม่ทราบ ชาวสิงห์ควรรวมพลังกันขับไล่ หรืออย่างน้อยก็อย่าให้นักการเมืองแบบนี้เข้ามา “ทำจัญไร” ในกระทรวงนี้ได้
แต่ถ้าท่านยังยอมเขาอยู่ และก้มหัวกุมเป้าเดินตามเขาอยู่ ก็จงรับชะตากรรมต่อไป!








