ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “สงครามโลกครั้งที่สาม” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้งกว่าที่เคย ไม่ว่าจะในวงวิชาการ เวทีนโยบาย หรือแม้แต่ในการสนทนาทั่วไปของสังคม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า โลกกำลังเข้าสู่สงครามโลกหรือไม่ แต่คือ สงครามโลกในศตวรรษที่ 21 จะมีหน้าตาแบบใด และเราเข้าใจมันถูกต้องแล้วหรือยัง
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสองมีลักษณะชัดเจน คือการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงระหว่างรัฐมหาอำนาจ ใช้กองทัพ รถถัง เครื่องบิน และการยึดครองดินแดนเป็นหัวใจของสงคราม แต่โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่โครงสร้างอำนาจ เทคโนโลยี และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
คำถามจึงไม่ใช่ “จะเกิดสงครามโลกแบบเดิมอีกหรือไม่” หากแต่คือ “โลกกำลังเข้าสู่สงครามในรูปแบบใหม่ที่เราอาจยังไม่คุ้นชินหรือไม่”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกกำลังเผชิญความตึงเครียดในหลายจุดพร้อมกัน ตั้งแต่สงครามรัสเซีย–ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายคนรู้สึกว่าโลกกำลัง “เข้าใกล้” สงครามโลกมากขึ้นทุกที
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างรอบคอบ จะพบว่ามหาอำนาจในปัจจุบันต่างตระหนักดีถึงต้นทุนมหาศาลของสงครามขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในยุคที่อาวุธนิวเคลียร์ยังคงเป็นเงื่อนไขค้ำยันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนควบคุมไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมักเป็น สงครามจำกัดขอบเขต (limited war) หรือ สงครามตัวแทน (proxy war) มากกว่าสงครามปะทะโดยตรงระหว่างมหาอำนาจ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกวันนี้อาจ “ร้อนแรง” กว่าเดิม แต่ก็ “ระมัดระวัง” มากขึ้นเช่นกัน
จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยุคใหม่คือ การที่สมรภูมิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแผ่นดิน ทะเล หรืออากาศอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่พื้นที่ที่มองไม่เห็นและจับต้องยาก ไม่ว่าจะเป็นไซเบอร์ สงครามข้อมูล ข่าวสาร การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานของทรัพยากรสำคัญ
ในโลกที่ข้อมูลคืออำนาจ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การบิดเบือนข้อมูล หรือการสร้างความแตกแยกภายในสังคมของประเทศเป้าหมาย อาจสร้างผลลัพธ์ได้ไม่ต่างจากการใช้กำลังทหาร ความเสียหายอาจไม่ปรากฏเป็นภาพเมืองพังพินาศ แต่สะท้อนออกมาในรูปของความไม่ไว้วางใจ ความปั่นป่วนทางการเมือง และความเปราะบางทางเศรษฐกิจ นี่คือเหตุผลที่หลายฝ่ายมองว่า “สงครามโลกครั้งใหม่” อาจเกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถูกเรียกด้วยชื่อนั้น
อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ของสงครามโลก ในลักษณะของการใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบเข้าหากัน ก็ยังไม่สามารถตัดออกไปได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การสั่นคลอนของระเบียบโลกอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเป็นไปได้ของความขัดแย้งระดับโลกเพิ่มสูงขึ้น หลังสงครามเย็น โลกเคยเชื่อว่าระเบียบเสรีนิยม ภายใต้การนำของสหรัฐฯ จะเป็นกรอบหลักของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน เราเห็นการท้าทายระเบียบดังกล่าวจากหลายทิศทาง
ทั้งการผงาดขึ้นของจีน การเดินเกมอย่างแยบยลของจีนในการขยายอิทธิพลไปทั่วโลกด้วยเทคนิคการค้าการลงทุน การกลับมาของบทบาทรัฐมหาอำนาจเชิงทหารของรัสเซีย และการที่ประเทศขนาดกลางจำนวนมากเริ่มแสวงหา “พื้นที่ต่อรอง” ของตนเอง ล้วนทำให้โลกเคลื่อนเข้าสู่ภาวะพหุขั้ว (multipolarity) ที่ไม่เสถียร
นอกจากนี้ ที่ละเลยไม่ได้เลย คือท่าทีและบทบาทของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่แสดงออกอย่างแข็งกร้าวในช่วงที่ผ่านมา การพยายามขัดขวางการขยายอิทธิพลของจีนได้แปรสภาพให้เห็นเป็นการดำเนินการหลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังทหารในดินแดนของประเทศอื่น การประกาศจะเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ รวมถึงการบีบบังคับให้ประเทศอื่นๆเลือกข้าง ผ่านการกดดันทางการค้า หรือแม้แต่การโนสนโนแคร์ UN และลุกขึ้นมาสร้างกลุ่มก้อนใหม่เป็นของตนเอง สิ่งเหล่านี้ สร้างความไม่แน่นอนและเพิ่มโอกาสของความขัดแย้งระหว่างประเทศให้ทวีความรุนแรงขึ้น
กล่าวได้ว่า สงครามโลก เป็นหนึ่งสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดเต็มปากว่า “จะไม่เกิดขึ้น” อยู่ที่ฟางเส้นสุดท้าย ว่าจะอยู่ที่ไหน และจะนำไปสู่ผลลัพธ์อะไร ในสภาวการณ์เช่นนี้ ความไม่แน่นอนคือเรื่องปกติ และความผิดพลาดในการคำนวณ (miscalculation) อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ลุกลามได้ง่ายกว่าที่คิด
สำหรับประเทศไทย คำถามเรื่องสงครามโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แม้ไทยจะไม่ใช่มหาอำนาจทางทหาร แต่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง ทำให้เราได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทเรียนสำคัญคือ ไทยจำเป็นต้องมี ความตื่นรู้เชิงยุทธศาสตร์ (strategic awareness) มากกว่าการเลือกข้างอย่างแข็งทื่อ การรักษาสมดุลทางการทูต การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และการลงทุนในความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ไซเบอร์และเทคโนโลยี คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกยุคนี้
ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างความเข้าใจให้สังคมไทยตระหนักว่า สงครามในศตวรรษที่ 21 อาจไม่มาในรูปของเสียงปืน แต่จะค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวัน ผ่านข่าวสาร เศรษฐกิจ และความคิดของผู้คน
รวมไปจนถึงการเตรียมตัว วางแผนทางยุทธศาสตร์ ว่าจะทำอะไร และอย่างไร ให้ไทยมีอำนาจต่อรองมากพอที่จะไม่โดนลากเข้าไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งจะทำได้ ไทยต้องเข้มแข็งพอ และมีดีพอ ที่จะปฏิเสธมหาอำนาจต่างๆได้
ในท้ายที่สุด โลกปัจจุบันอาจยังไม่ถึงจุดของสงครามโลกครั้งใหม่ในความหมายดั้งเดิม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะ “กึ่งสงคราม” ที่ความขัดแย้งดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ
การมองโลกอย่างมีสติ เข้าใจธรรมชาติของสงครามยุคใหม่ และเตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบด้าน คือสิ่งจำเป็นไม่ใช่เฉพาะสำหรับผู้นำประเทศ แต่สำหรับสังคมโดยรวม เพราะในโลกที่เปราะบางเช่นนี้ การไม่เข้าใจสงคราม อาจอันตรายไม่แพ้การอยู่ในสงครามเสียเอง
เอวัง








