ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
ทุกครั้งที่สังคมไทยเดินเข้าสู่ “ฤดูกาลเลือกตั้ง” บรรยากาศทางการเมืองมักจะคึกคักเป็นพิเศษ ถนนเต็มไปด้วยป้ายหาเสียง สื่อสังคมออนไลน์อัดแน่นด้วยวาทกรรม การโจมตี และคำสัญญานานัปการ ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกและตั้งคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า—ว่าเลือกไปแล้วชีวิตจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ? เพราะที่ผ่านมาหลายครั้ง ชีวิตก็ยังเหมือนเดิม บ้างหมดหวังและคิดว่าการเลือกตั้งยังมีความหมายแค่ไหนในระบบการเมืองไทยปัจจุบัน?
หากมองการเลือกตั้งเพียงในฐานะ “วันไปใช้สิทธิ” เราอาจมองไม่เห็นความจริงที่สำคัญกว่านั้น เพราะในโลกการเมืองสมัยใหม่ การเลือกตั้งคือ กระบวนการทางอำนาจ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางประชาธิปไตย แต่เป็นกลไกที่ใช้กำหนดทิศทางประเทศ กำหนดว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา และกำหนดว่าความหวังของประชาชนจะถูกแปลงเป็นนโยบายได้จริงหรือไม่
ในหลายประเทศ การเลือกตั้งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของนโยบายอีกต่อไป แต่กลายเป็นสนามรบของ “ข้อมูล ความเชื่อ และอารมณ์” โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารทำให้ข่าวจริง ข่าวเท็จ และข่าวที่ถูกบิดเบือน เดินทางได้อย่างรวดเร็ว และในบางสังคมอาจเร็วกว่าข้อมูลจริง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงไม่ได้ตัดสินใจจากข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลเสมอไป หากแต่อาจถูกโน้มน้าวด้วยภาพลักษณ์ ความกลัว หรือความโกรธ
แน่นอนว่าสังคมไทยเป็นหนึ่งในนั้น การเลือกตั้งไทยในช่วงหลังจึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะ “ใครมีนโยบายดีกว่า” หากแต่แข่งขันกันว่า “ใครนิยามความจริงได้ดีกว่า” และ “ใครสามารถครองพื้นที่ความคิดของประชาชนได้มากกว่า” แย่หน่อยก็ “ใครหล่อสวยกว่ากัน” และร้ายที่สุดคือ “ใครเปย์มากกว่ากัน”
น่าเป็นห่วงว่า “การแข่งขันกันทางนโยบาย” ดูแล้วจะมีความสำคัญน้อยกว่าประเด็นอื่นๆ กลายเป็นการเลือกตั้งที่เน้น “ตัวบุคคล” “กระแส” และ “กระสุน” มากกว่านโยบาย
ปัญหาที่ตามมาสำหรับการเลือกตั้งในรูปแบบดังกล่าว คือการสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย และสูญเสียโอกาสในการกำหนดทิศทางของประเทศของประชาชน
เพราะเมื่อประชาชนโหวตโดยให้ความสำคัญกับนโยบายน้อยลง ความจำเป็นที่พรรคการเมืองต้องจริงจังกับการศึกษาวิจัยเพื่อผลิตนโยบายที่เหมาะสมกับประชาชน ก็จะด้อยความสำคัญลงตามไปด้วย รวมไปจนถึงการต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นจริงหลังได้รับการเลือกตั้ง
พรรคการเมืองกลายเป็นแข่งกันหาคนโปรไฟล์ดีมาลงสมัคร หาคนดัง คนพูดเก่ง ที่บางคนไม่ได้มีความรู้ความสามารถที่จำเป็นในการทำงานเพื่อประชาชนด้วยซ้ำ หากแต่มีดีที่ยึดครองพื้นที่ในสื่อได้ แค่นั้น..ก็เพียงพอแล้ว
คำถามที่ต้องอาศัยคนหมู่มากร่วมกันตั้งและร่วมกันตอบ...คือ มันเพียงพอจริงหรือไม่? และเราควรทำอย่างไร ให้นโยบายกลับมามีความสำคัญ ตามหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ?
4 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับการเลือกตั้ง เพื่อให้นโยบายยังมีความสำคัญ
1) “รู้” คือ รู้ใจตนเอง ประชาชนควรต้องถามตัวเองว่าตนนั้น “เป็นใคร” และ “ต้องการอะไร” เช่น หากเป็นเกษตรกร วันนี้ต้องการอะไร? อาจจะเป็นเรื่อง ปุ๋ย ยา ราคา หรือ ตลาด เมื่อรู้ว่าต้องการอะไรแล้ว ให้ทดไว้ในใจ อย่าลืมเลือน
2) “ดู” เมื่อรู้ใจตนเองแล้ว ต่อมาคือการ “ดู” ดูอะไร คำตอบคือ ดูนโยบาย ของพรรคการเมืองทุกพรรค ว่ามีพรรคไหนที่ออกแบบนโยบายมาตรงกับใจเราบ้าง ในขั้นตอนนี้ประชาชนจะได้รู้สองอย่าง หนึ่ง คือ พรรคการเมืองนั้นทำการบ้านมาดีหรือไม่ เข้าใจปัญหาจริงหรือไม่ เพราะบางพรรคก็นั่งเทียนเขียนนโยบายในห้องแอร์ สอง คือจะได้รู้ว่าแนวทางการแก้ไขของพรรคไหน ตรงใจเรา และเราจะ “ได้ประโยชน์”
ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอา “ผลประโยชน์” ของเรานี่แหล่ะเป็นที่ตั้ง
3) “ไม่รับ” คือ ไม่รับอานิจสินจ้างทุกชนิด ทั้งเงิน หรือสิ่งของ เพราะเมื่อใดที่รับ อำนาจของความเป็นเจ้าของประเทศจะหายวับไปทันที และเราก็จะเข้าสู่วังวนเดิมๆต่อไป วังวนที่นักการเมืองกดหัวประชาชน นักการเมืองเป็นเจ้านาย นักการเมืองไม่ใส่ใจนโยบาย และนักการเมืองที่เปลี่ยนไปหลังการเลือกตั้ง เพราะเขาจะไม่แคร์ และไม่ต้องการรับใช้เราอีกต่อไป
4) เมื่อทำได้ครบ 3 ขั้นตอน ขั้นตอนสุดท้าย คือ เดินยืดอก เข้าคูหา แล้วกา “เลือกนโยบาย” ที่ตรงกับ “ความต้องการ” ของเรามากที่สุด
หากคนไทยหมู่มากพอจะทำได้ตามขั้นตอนนี้ ก็หวังว่าในอนาคต นโยบายจะมีความสำคัญมากกว่าอย่างอื่น และจะนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาธิปไตยในระดับสูงขึ้นได้ในสักวันหนึ่ง
เอวัง








