รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุดมศึกษาอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง ไล่เรียงจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอน ไปถึงการปรับปลี่ยนวิธีคิด วิธีบริหาร และรูปแบบการสร้างคุณค่าของมหาวิทยาลัยทั้งระบบ มหาวิทยาลัยเดินทางผ่านศตวรรษที่ 21 มาแล้วมากกว่า 25 ปี จำเป็นต้องมองใหม่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ว่า ไม่ใช่ "เทคโนโลยีใหม่" แล้ว ปัญญาประดิษฐ์เป็น “New normal” หรือความปกติใหม่ของมหาวิทยาลัยไปเรียบร้อย ทำให้ต้องมองปัญญาประดิษฐ์เป็น "ยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กร" ที่เชื่อมโยงภาวะผู้นำ หลักสูตร บุคลากร งานวิจัย และธรรมาภิบาลเข้าไว้ด้วยกัน
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องตระหนักว่า "จะบริหารมหาวิทยาลัยอย่างไรให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างพลังการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยยังคงรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้"
การวิเคราะห์ผลงาน "92 ปี พลังสวนดุสิต" จำนวน 209 ผลงาน จากผู้มีส่วนร่วม 444 คน พบว่ามีผลงานถึง 174 เรื่องที่สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์การบริหารมหาวิทยาลัยผ่านปัญญาประดิษฐ์ สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่มหาวิทยาลัยยุค AI ได้เกิดขึ้นแล้วในทางปฏิบัติ โดยมหาวิทยาลัยกำลังก้าวข้ามแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การทำจริง
ผลการวิเคราะห์ยังสะท้อนถึงยุทธศาสตร์สำคัญ 5 ประการที่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐควรใช้เป็นกรอบการบริหารในอนาคต
ประการแรก คือ ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership) ผู้บริหารจำเป็นต้องมอง AI เป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กร การกำหนดทิศทาง การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และการบริหารแบบคล่องตัว (Agile University Management) กลายเป็นคุณลักษณะสำคัญของมหาวิทยาลัยยุคใหม่ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่าประเด็นความฉลาดรู้ด้าน AI ของผู้บริหารยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย นับเป็นช่องว่างที่ควรเร่งพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะผู้นำที่เข้าใจ AI จะสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ได้ดีกว่าผู้นำที่เพียงรับรู้การมีอยู่ของ AI
ประการที่สอง คือ การปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยต้องผลิตบัณฑิตที่ใช้ AI เป็น โดยต้องสร้างผู้เรียนที่สามารถคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และใช้ AI อย่างสร้างสรรค์ ผลการวิเคราะห์พบว่ามหาวิทยาลัยสวนดุสิตให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) และการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากที่สุด แต่การบูรณาการ AI ลงในหลักสูตรทุกสาขายังมีสัดส่วนไม่มาก แสดงให้เห็นว่าการปรับหลักสูตรเชิงระบบยังเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารในระยะต่อไป
ประการที่สาม คือ การพัฒนา AI เฉพาะทาง (Specialized AI หรือ Domain-specific AI) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมหาวิทยาลัยไทย ในอนาคตมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้าน AI แบบเดียวกันทั้งหมด แต่ควรพัฒนา AI บนฐานความเชี่ยวชาญเฉพาะของตนเอง
กรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยการพัฒนา AI เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ อาหารและการบริการ การศึกษาปฐมวัย อุตสาหกรรมบริการ พยาบาลและสุขภาวะ และกฎหมายและการเมือง ซึ่งด้านอาหารและการบริการมีความโดดเด่นมากที่สุด สะท้อนการต่อยอดจุดแข็งของมหาวิทยาลัยด้วยเทคโนโลยี AI แทนที่จะพยายามแข่งขันในพื้นที่ที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของตนเอง
ประการที่สี่ คือ การพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ผลการศึกษาพบว่ายุทธศาสตร์ด้านนี้มีความถี่สูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 41.67 ของการวิเคราะห์ทั้งหมด โดยเฉพาะการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งนวัตกรรมและการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 74.05 ของยุทธศาสตร์ด้านบุคลากร
ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ AI-Driven University ไม่จำเป็นต้องมาจากการซื้อเทคโนโลยีราคาแพง แต่ต้องเริ่มจากการสร้าง "คน" และ "วัฒนธรรมองค์กร" ให้พร้อมเรียนรู้ ทดลอง แลกเปลี่ยน และสร้างนวัตกรรมร่วมกัน เพราะแม้ว่า AI อาจซื้อได้ด้วยเงินงบประมาณ แต่ "วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้" ต้องสร้างด้วยภาวะผู้นำ
ประการสุดท้าย คือ จริยธรรมและธรรมาภิบาล AI (AI Governance) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่พบความสอดคล้องต่ำที่สุด มีเพียงร้อยละ 1.58 ของการวิเคราะห์ทั้งหมด
แม้มหาวิทยาลัยจะเริ่มกำหนดนโยบายและส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ แต่ประเด็นสำคัญ เช่น ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ยังปรากฏน้อยมาก
โจทย์สำคัญของผู้บริหารมหาวิทยาลัยคือ การตระหนักว่ายิ่ง AI มีความสามารถมากขึ้น การกำกับดูแลก็ยิ่งต้องเข้มแข็งมากขึ้น มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมี AI Policy, AI Ethics และ AI Governance ที่ชัดเจน เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง "นวัตกรรม" กับ "ความรับผิดชอบ"
เมื่อพิจารณาภาพรวม กรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตสะท้อนแนวทางการบริหารที่น่าสนใจ คือ การพัฒนา People-centered AI ควบคู่กับ Specialized AI กล่าวคือ ใช้ AI เพื่อยกระดับศักยภาพของคน มากกว่าทดแทนคน และใช้ AI บนฐาน
อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมากกว่าการแข่งขันแบบไร้ทิศทาง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรจัดทำ AI Master Plan ที่กำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด การพัฒนาผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา การบูรณาการ AI ในทุกพันธกิจ ตลอดจนการพัฒนาระบบ
AI Governance อย่างครบวงจร เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยให้ก้าวทันและก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลง
เมื่อการแข่งขันของมหาวิทยาลัยวัดกันที่ว่า "ใครสามารถสร้างองค์กรที่ใช้ AI ได้อย่างมีวิสัยทัศน์ มีจริยธรรม และสร้างคุณค่าให้มนุษย์ได้มากกว่า" ดังนั้น มหาวิทยาลัยที่ยั่งยืนต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ทำให้ "ปัญญาประดิษฐ์" ทำงานร่วมกับ "ปัญญาของมนุษย์" เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับสังคมครับ








