ในขณะสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มาถึงจุดการเจรจาหยุดยิงและละเมิดการหยุดยิง หากจะมองจากสายตาของสหรัฐอเมริกา กลับไม่ค่อยขึงขังเหมือนก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าวоชิงตันกำลังทุ่มสรรพกำลังและสมาธิทั้งหมดไปที่การรักษาอิทธิพลในยุทธศาสตร์ละตินอเมริกาที่กำลังเข้มข้นถึงขีดสุด
ความเห็นของ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจผ่านเฟซบุ๊ก "Piti Srisangnam" ไว้อย่างแหลมคมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองภายใน แต่มันคือปฐมบทของสงครามในอเมริกากลางที่กำลังจะปะทุขึ้น "เวเนซุเอลา เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สงครามอเมริกากลางกำลังจะเกิด เพราะสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการอย่างแท้จริงคือ การควบคุมการเชื่อมโยง 2 มหาสมุทร จากแปซิฟิก สู่ แอตแลนติก"
การพยายามล้มระบอบของ นิโคลัส มาดูโร (ผู้สืบทอดอำนาจต่อจาก อูโก ชาเบส) ไม่ใช่เพียงเรื่องของประชาธิปไตย แต่คือการเข้าควบคุม "ทรัพยากรน้ำมัน" มหาศาล และที่สำคัญกว่านั้นคือการยึดจุดยุทธศาสตร์ตอนเหนือของอเมริกาใต้ เพื่อใช้สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาเป็น "คีมหนีบ" ในการบีบและยึดครองพื้นที่สำคัญอย่าง ปานามา และ นิคารากัว ซึ่งเป็นทำเลทองในการสร้างคลองลัดเชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน
ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในละตินอเมริกาส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะในโคลอมเบีย ซึ่งประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร (Gustavo Petro) ได้ออกมาแสดงท่าทีฉุนเฉียวและกังวลอย่างหนักต่อการเคลื่อนไหวของกองกำลัง Delta Force ของสหรัฐฯ โดยเขามองว่านี่คือการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรง
รศ.ดร.ปิติ วิเคราะห์ว่าผู้นำโคลอมเบียเองก็ตกอยู่ในภาวะ "กลัวโดนอุ้ม" เช่นกัน เนื่องจากปัญหาการค้ายาเสพติดในโคลอมเบียเป็นชนักติดหลังที่สหรัฐฯ สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการแทรกแซงได้เสมอ การขยับหมากครั้งนี้ของสหรัฐฯ จึงเป็นการกระชับอำนาจในพื้นที่เพื่อไม่ให้เหลือช่องว่างให้ขั้วอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซง
หัวใจหลักของยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ กำลังง่วนอยู่ คือการสร้างความมั่นคงในเส้นทางเดินเรือและการขนส่งสินค้าระดับโลก รศ.ดร.ปิติ ระบุว่าจุดสำคัญต่อไปในการเชื่อม 2 มหาสมุทรอย่างสมบูรณ์ของสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอเมริกากลาง แต่ยังขยายขอบเขตไปถึง แคนาดา-กรีนแลนด์ เพื่อคุมเส้นทางเดินเรือทางตอนเหนือ (Arctic Route) ที่กำลังจะกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ในอนาคต
เมื่อพิจารณาจากเดิมพันที่สูงลิ่วในละตินอเมริกา ทั้งเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน และการคุมเส้นทางเดินเรือหลักของโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐฯ จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างไทยและกัมพูชามากนัก ตราบใดที่ความขัดแย้งในลุ่มน้ำโขงหรืออ่าวไทยยังไม่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือเสรีในทะเลจีนใต้
สหรัฐฯ ก็คงเลือกที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของอาเซียนจัดการกันเอง เพราะ "ไฟในบ้าน" (หรือหลังบ้าน) ที่ละตินอเมริกานั้น ร้อนแรงและมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของอเมริกามากกว่าหลายเท่าตัว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงและต่างประเทศควรวางใจ ดูจากท่าทีล่าสุดของกัมพูชาที่รีบส่งตัว เฉิน จื้อ ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ และค้ามนุษย์ไปจีน








