สวัสดีปีใหม่ 2569 ขอให้ปีนี้เมตตาประเทศไทยและคนไทยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายใดๆทั้งปวง
มีหนังสือดีๆอีกเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนหยิบมาอ่านในช่วงปีใหม่ 2569 ได้รับมาจากมือของ ดร.ทันตแพทย์ อนุศักดิ์ คงมาลัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่ท่านได้ถ่ายทอดผลการศึกษาแนวคิด ฟิสิกส์ควอนตัมกับพุทธศาสนา จึงขออนุญาตหยิบยกข้อคิดจากการได้อ่านบทความเรื่อง "เมตตาในรูปของพลังงาน” จากหนังสือ “หัวใจควอนตัมของพระพุทธเจ้า”มีเนื้อหาสำคัญดังนี้
ในโลกปัจจุบันที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง พลังที่ลึกซึ้งที่สุดในตัวมนุษย์อาจไม่ใช่เพียงแค่สติปัญญาหรือความสำเร็จที่จับต้องได้ แต่คือ "เมตตา" ซึ่งเป็นพลังงานที่อ่อนโยนแต่ทรงอานุภาพที่สุดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ ตามหลักพุทธศาสนา เมตตามิใช่เพียงแค่อารมณ์ความรู้สึกชั่วครั้งชั่วคราว แต่เปรียบเสมือน พลังงานทางจิต ที่สามารถแผ่ออกไปได้จริง คล้ายกับแสงสว่างจากเปลวเทียนที่ส่งต่อไปยังเล่มอื่นได้โดยไม่ลดทอนความสว่างของตัวเองลง
วิทยาศาสตร์รองรับพลังแห่งเมตตา งานวิจัยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มชี้ให้เห็นว่า การฝึกแผ่เมตตา (Loving-kindness meditation) ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะในส่วน Prefrontal Cortex และ Insula ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติผ่านการแปรผันของอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Variability หรือ HRV)
ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน หัวใจไม่ได้เป็นเพียงปั๊มเลือด แต่เป็นอวัยวะที่มีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกมารอบตัว สถาบัน Heart Math Institute พบว่า เมื่อบุคคลเข้าสู่ภาวะ "Coherence" หรือภาวะที่หัวใจ สมอง และอารมณ์รวมตัวเป็นหนึ่งเดียว สนามพลังที่แผ่ออกมาจะมีรูปแบบที่สม่ำเสมอและส่งผลเชิงบวกต่อผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ (ยังมีต่อ)








