ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว ที่ได้หยิบยกเอาแนวคิดของ ดร.ทันตแพทย์ อนุศักดิ์ คงมาลัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา ด้านฟิสิกส์ควอนตัมที่สอดคล้องกับพุทธศาสนา บทความเรื่อง "เมตตาในรูปของพลังงาน” จากหนังสือ “หัวใจควอนตัมของพระพุทธเจ้า” บอกเล่าประสบการณ์จริงจากห้องตรวจทันตกรรม
ดร.ทันตแพทย์ อนุศักดิ์ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะทันตแพทย์ที่ใช้พลังเมตตาในการเยียวยาผู้ป่วย ท่านพบว่าเมื่อฝึกแผ่เมตตาอย่างจริงจังก่อนการรักษา แม้จะอยู่ในความเงียบโดยไม่มีคำพูดใดๆ บรรยากาศในห้องตรวจมักจะเปลี่ยนไปในทางที่อบอุ่นขึ้น
กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือการดูแลเด็กหญิงที่มีความกลัวหมอฟันอย่างรุนแรงจนร้องไห้ไม่หยุด แทนที่จะใช้มาตรการบังคับ คุณหมอกลับใช้วิธี นั่งนิ่งๆ เปิดใจรับและแผ่เมตตาเงียบๆ ภายในไม่กี่นาที เด็กหญิงคนนั้นก็สงบลงและเอื้อมมือมาจับมือคุณหมอไว้ ราวกับได้รับสัญญาณสื่อสารที่ไร้คำพูดว่า "ปลอดภัยแล้ว" ซึ่งนี่คือผลลัพธ์ของ พลังเมตตา ที่มีอยู่จริง,
เมตตาในฐานะการสั่นพ้อง (Resonance) เหล่านักปฏิบัติธรรมมักรู้สึกถึงพลังงานที่เคลื่อนไหลออกจากกลางหน้าอกไปสู่สรรพสิ่งรอบตัว ทั้งคน สัตว์ และต้นไม้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง สนามพลังชีวภาพ (Biofield) ในวิทยาศาสตร์พลังงานสมัยใหม่ ท่านพุทธทาสภิกขุเคยกล่าวว่า เมตตาคือ "พลังเย็น" หรือความแข็งแกร่งทางใจที่เยือกเย็น ขณะที่องค์ทะไลลามะนิยามว่า เมตตาคือ "หัวใจของมนุษย์ที่ตื่นรู้"
หากมองลึกลงไป เมตตาคือตัวกลางของ การสั่นพ้อง (Resonance) ระหว่างจิตต่อจิต เมื่อเรามีความจริงใจและความบริสุทธิ์ของเจตนาในระดับที่สูงพอ จะเกิดการปรับจูนคลื่นความถี่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งสภาวะภายในและภายนอกได้อย่างเป็นรูปธรรม
การนำเมตตามาใช้ในชีวิตประจำวัน พลังเมตตาคือคลื่นความถี่ที่โลกต้องการที่สุดในยุคแห่งการแบ่งแยก และเป็น พลังบำบัด ที่มีอยู่ในตัวเราทุกคนพร้อมให้เรียกใช้เสมอ เมื่อเราใช้เมตตาอย่างเข้าใจและต่อเนื่อง มันจะกลายเป็น "พลังสั่นสะเทือนแห่งการเยียวยา" ที่ปรับสนามพลังรอบตัวให้สอดคล้องกับสันติภาพและสุขภาพ โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. ระดับส่วนตัว: ฝึกแผ่เมตตาเงียบๆ ให้ตนเองในตอนเช้า และให้บุคคลที่เรารู้สึกไม่สบายใจในตอนกลางคืน
2. ระดับครอบครัว: สร้างพลังบวกด้วยการเขียนโน้ตขอบคุณหรือให้กำลังใจสมาชิกในบ้านอย่างน้อยวันละ 1 คน
3. ระดับสังคม: เลือกใช้คำพูดที่อ่อนโยนและส่งพลังบวกอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวันแก่เพื่อนร่วมงานหรือผู้ให้บริการทั่วไป
ผู้เขียนสรุปได้ว่า เมตตามิใช่เพียงจริยธรรมของคนดี แต่คือพลังงานธรรมชาติที่สามารถฝึกฝนและพิสูจน์ได้ด้วยประสบการณ์ตรง โดยอาศัยเพียง "ใจที่เปิด" และ "ความตั้งมั่น" ที่จะให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เพื่อสร้างความสุขและความเป็นหนึ่งเดียวกันของทุกชีวิต (จบ)








