รองศาสตราจารย์ ดร.จิรานุช โสภา ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการและ อาจารย์ประจำหลักสูตร Wellness Business Management นำเสนอบทความเรื่อง "The Quantum Wave กับ Wellness Economy ด้วยวิถีพุทธ" ความว่า โลกยุคหลังวิกฤตการณ์ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและเปราะบาง นิยามของคำว่า “Wellness” ได้ก้าวข้ามผ่านเพียงแค่การมีสุขภาพกายที่ไม่เจ็บป่วย หรือการเข้าสปาหรูหราไปสู่มิติของการเยียวยาจิตใจและจิตวิญญาณ (Spiritual & Mental Wellness) ทว่า กรอบนโยบายและการศึกษาทางสังคมศาสตร์กระแสหลักในประเทศไทยยังคงมองเรื่อง Wellness ด้วยสายตาแบบยุคเก่า (Classical Paradigm) คือการแยกส่วนมองทีละปัจจัย เช่น อาหาร โรงแรม กิจกรรมบำบัด
บทความนี้มุ่งนำเสนอกรอบแนวคิดสู่ “โลกทัศน์เชิงควอนตัม (Quantum Paradigm)” ที่ถักทอเข้ากับ “ปรัชญาพุทธศาสตร์” ที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศไทย
ภายใต้สมการฟิสิกส์ควอนตัม กลับพบความจริงที่น่าทึ่งว่า โครงสร้างทางปรัชญาของวิทยาศาสตร์นี้ สะท้อนเรื่องเดียวกันกับหลักธรรมในพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมศาสตร์และสุขภาวะ (Wellness) ผ่าน 3 แกนหลัก
1.ควอนตัมเชื่อมใจ ธรรมะเชื่อมโลก ในทางฟิสิกส์ อนุภาคสองตัวที่เคยพัวพันกัน (Entangled) จะมีปฏิสัมพันธ์และส่งผลต่อกันในทันที โดยไม่ขึ้นกับระยะทาง ซึ่งสอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” ของพุทธศาสนาที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” สำหรับในมิติสังคมศาสตร์ของ Wellness ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า สุขภาวะที่ดีของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวเดี่ยวรายบุคคล ทว่า “ผูกพัน” กับระบบนิเวศ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมรอบตัว (Wellness Ecosystem)
2. ความจริงอันลื่นไหล ควอนตัมค้นพบว่า สรรพสิ่งไม่ได้มีสถานะคงที่เสมอไปแต่สามารถเป็นได้ทั้ง “อนุภาค” หมายถึง สิ่งของที่มีตำแหน่งชัดเจน และ “คลื่น” หมายถึง พลังงานที่สั่นสะเทือนขึ้นอยู่กับสภาวะและเวลา เปรียบเสมือนหลัก “อนัตตา” และ “สุญญตา” ในทางพุทธศาสนาที่ปฏิเสธการมีอยู่ของตัวตนที่แท้จริงและถาวร ทุกสิ่งเกิดจากความพร้อมของเหตุปัจจัยและลื่นไหลตลอดเวลา โดยในการศึกษาด้าน Wellness คือ การออกแบบ “ประสบการณ์ที่ลื่นไหล” (Dynamic Experience) เนื่องจากผู้รับบริการแต่ละคนเดินทางมาพร้อมสภาวะอารมณ์ คลื่นสมอง และพลังงานทางกายภาพที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละวัน นักออกแบบสุขภาวะยุคใหม่จึงต้องเข้าใจการปรับกระบวนการบำบัดตามสภาวะจริง (Vibe) ไม่ยึดติดกับกรอบวัตถุและสถานที่
3. พลังแห่งสติและสภาวะผู้รู้ การทดลองทางควอนตัมยืนยันว่า พฤติกรรมของอนุภาคจะเปลี่ยนแปลงไปทันทีเมื่อมี “ผู้สังเกต” (Observer) จิตของผู้สังเกตมีส่วนร่วมในการสร้างความจริงทางกายภาพ สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาเรื่อง “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” และการใช้โยนิโสมนสิการหรือการคิดถูกวิธีรวมถึงการเจริญสติ (Mindfulness) สิ่งเหล่านี้นี่คือรากฐานของ “การบำบัดเพื่อการเปลี่ยนแปลงภายใน” (Transformative Wellness) สังคมศาสตร์การท่องเที่ยวและสุขภาวะต้องมุ่งเน้นการเปลี่ยนบทบาทของนักท่องเที่ยวจาก “ผู้บริโภคสถานที่” ให้กลายมาเป็น “ผู้สังเกตสภาวะภายในตัวเอง” เมื่อกระบวนการฝึกสติท่ามกลางธรรมชาติเกิดขึ้น จะเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างทางประสาทวิทยาศาสตร์และระบบพลังงานในร่างกาย เกิดการเยียวยาจากภายในสู่ภายนอกอย่างยั่งยืน
สำหรับแนวคิดต้นแบบกรณีศึกษาความสำเร็จในต่างประเทศ อาทิ
1. โมเดลเศรษฐศาสตร์แนวพุทธและความสุขมวลรวมของภูฏาน ประเทศภูฏานปฏิเสธการใช้วัดความสำเร็จด้วยตัวเลขจีดีพี (GDP) แต่ใช้ ดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) ซึ่งนำหลักในพุทธศาสนามาออกแบบนโยบายการท่องเที่ยวและ Wellness ที่เน้น “ปริมาณต่ำ แต่คุณค่าสูง” (High Value, Low Volume) สร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ผู้คน ธรรมชาติ และวัฒนธรรมพัวพันกันอย่างเกื้อกูล ส่งผลให้ผู้เดินทางสลัดความเครียดจากโลกอุตสาหกรรมและเกิดการยกระดับจิตวิญญาณอย่างเป็นรูปธรรม
2. นวัตกรรมการบริการแนว “เซน” และ “โอโมเตะนาชิ” ของญี่ปุ่น (Zen & Omotenashi Wellness) รีสอร์ตและศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นได้ประยุกต์ปรัชญา “เซน” ร่วมกับจิตวิญญาณการบริการขั้นสูง ออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมและความเงียบ เพื่อให้ผู้รับบริการได้อยู่กับตนเอง (The Observer Effect) การลดสิ่งเร้าภายนอกช่วยจัดระเบียบคลื่นสมองและคลื่นพลังงานในระดับควอนตัมของร่างกายให้กลับคืนสู่สมดุล โดยได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นนวัตกรรม Wellness เชิงสังคมศาสตร์ที่ทรงคุณค่า
สำหรับกรณีประเทศไทยที่ต้องการขับเคลื่อนนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical and Wellness Hub) ให้ประสบความสำเร็จในระดับโลกอย่างมีอัตลักษณ์และยั่งยืน รัฐบาลและสถาบันการศึกษาควรขับเคลื่อน การพัฒนา “Quantum Mindfulness Sandbox” ในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติของไทย หรือชุมชนท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ ให้กลายเป็นพื้นที่ “สเปซเชิงควอนตัม” ออกแบบโปรแกรมบำบัดที่ใช้การเจริญสติ อาหารพื้นถิ่นตามธาตุ และธรรมชาติบำบัด เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ระดับพรีเมียมจากทั่วโลกที่ต้องการเดินทางเพื่อการเปลี่ยนแปลงภายใน (Transformative Travel) และยังเป็นการระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่น และความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน








