ใครจะเชื่อว่า “โขน” ศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ครั้งหนึ่งเคยเกือบเลือนหายไปจากความสนใจของผู้คน ย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. 2546 เวทีโขนอยู่ในภาวะซบเซา ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและคนเฉพาะกลุ่ม ขณะที่ครูช่างและผู้สืบทอดงานทำหัวโขน เครื่องแต่งกาย และงานศิลป์แขนงต่าง ๆ ทยอยจากไป ทำให้ภูมิปัญญาหลายด้านเสี่ยงขาดช่วง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์โขน และมีพระราชดำรัสว่า “หากไม่มีใครดู ฉันจะดูเอง” (หรือที่เรียกกันว่า แม่จะดูเอง) พระราชดำรัสดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการฟื้นฟู “โขนพระราชทาน” ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
การฟื้นฟูไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแสดงบนเวที แต่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องแต่งกายหรือ “พัสตราภรณ์” การทอผ้ายกทอง การปักดิ้น ไปจนถึงการทำหัวโขน เครื่องประดับ และงานช่างสิบหมู่ มีการรวบรวมครูช่างและผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมพัฒนารูปแบบให้ประณีต แข็งแรง และเหมาะกับการแสดงในยุคปัจจุบัน
ด้านการแต่งหน้าและศิราภรณ์ก็ได้รับการพัฒนาให้ใบหน้าของนักแสดงมีมิติและคมชัดขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้เยาวชนและนักเรียนนาฏศิลป์จากทั่วประเทศเข้าร่วมคัดเลือกบทบาทสำคัญ ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้และสืบทอดศิลปะไทยอย่างใกล้ชิด
อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้โขนพระราชทานเข้าถึงคนรุ่นใหม่ คือการผสมผสานเทคนิคการละครสมัยใหม่เข้ากับนาฏศิลป์ไทย ทั้งฉากขนาดใหญ่ที่เคลื่อนเปลี่ยนรูปแบบได้ สลิงสำหรับฉากเหาะเหินเดินอากาศ รวมถึงแสง สี เสียง ควัน และไฟสุดตื่นตา แต่ยังคงรักษารูปแบบและจารีตของโขนไทยไว้อย่างครบถ้วน
นับตั้งแต่การแสดงโขนพระราชทานครั้งแรกในปี พ.ศ. 2550 โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งนำตอนสำคัญจาก “รามเกียรติ์” มาจัดแสดง โขนพระราชทานก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากศิลปะที่หลายคนมองว่าเข้าถึงยาก กลายเป็นการแสดงที่คนหลายวัยรอคอย และบัตรเข้าชมเต็มอย่างรวดเร็วในหลายรอบ
สำหรับผู้ที่อยากสัมผัสความอลังการของโขนพระราชทานด้วยตัวเอง ควรปักหมุดวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เพราะโดยปกติจะเป็นช่วงเริ่มเปิดจองบัตรพร้อมกันทั่วประเทศ ก่อนเปิดการแสดงในช่วงปลายปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการของผู้จัดอีกครั้ง เพราะกำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ศิลปะไทยไม่ได้ล้าสมัย หากได้รับการฟื้นฟูและนำเสนอให้เข้ากับยุคสมัย ก็สามารถกลับมาอยู่ในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง
ความพยายามในการอนุรักษ์โขนยังนำไปสู่หมุดหมายสำคัญระดับโลก เมื่อองค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน “โขน” ของประเทศไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปี พ.ศ. 2561 ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และสะท้อนคุณค่าของศิลปะที่รวมเอานาฏศิลป์ ดนตรี วรรณคดี งานช่าง และภูมิปัญญาไทยเข้าไว้ด้วยกัน
จากวันที่เคยเกือบเลือนหาย วันนี้ “โขนพระราชทาน” กลับมายืนอย่างสง่างามบนเวที พร้อมทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวและภูมิปัญญาของไทยจากครูช่างและศิลปินรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่
เพราะโขนจึงไม่ใช่แค่การแสดง แต่คือเรื่องราวของรากเหง้า ความประณีต และตัวตนของความเป็นไทยที่ยังมีชีวิต และพร้อมเดินทางต่อไปสู่คนรุ่นต่อไป
#โขนพระราชทาน #โขนไทย #พระพันปีหลวง #มรดกโลก #UNESCO #มรดกวัฒนธรรม #ศิลปะไทย #รามเกียรติ์ #ศิลปวัฒนธรรม #คนรุ่นใหม่ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline
ภาพประกอบ สร้างโดย AI








