ความแน่นอน คือความไม่นอน วลีนี้ถูกพิสูจน์ในทางการเมืองมาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นจะมีหรือที่ “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะไม่รู้ซึ้ง รู้ดีไปกว่าใคร !
เส้นทางชีวิตทางการเมือง ของร.อ.ธรรมนัส นั้นโลดโผน และเข้มข้นสุดบรรยาย ผ่านมาแล้วด้วยกันหลายบทบาท บางครั้งคือพระเอก แต่บ่อยครั้งก็กลายเป็น “ตัวร้าย” บนสังเวียน
หลังการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ที่ผ่านมา กินเวลาไปแล้วเกือบ 4เดือน พรรคกล้าธรรม กุมเสียง สส.เอาไว้ในมือ 58 เสียง ซึ่งถือว่าพรรคกล้าธรรม เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ขณะเดียวกัน กลับทำให้ พรรคกล้าธรรม กลายเป็น “ตัวแปร” ในแทบทุกสมการ ทางการเมือง
ทั้งในฐานะ “ฝ่ายคอย” รอรับเทียบเชิญจาก “พรรคภูมิใจไทย” ให้เข้าร่วมรัฐบาล เมื่อวันข้างหน้า พรรคสีน้ำเงินกับ พรรคเพื่อไทย ค่ายสีแดง ไปกันไม่รอด
และล่าสุด พรรคสีเขียวกลายเป็น 1 ในสูตรการเมืองว่าด้วย “ดีลลับโมนาโก” ผสมกันระหว่าง “พรรคกล้าธรรม+พรรคเพื่อไทย+พรรคประชาชน” แม้หลายคนจะรู้ดีว่าโอกาสแทบเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่ พรรคประชาชน จะยอม “ฆ่าตัวตาย” ทางการเมืองเท่านั้น !
เมื่อพรรคสีเขียว กลายเป็น ตัวแปรสำหรับสมการการเมือง สูตรใหม่ทั้งที่ รอพรรคสีน้ำเงิน เชิญเข้าร่วมรัฐบาล และขณะเดียวกัน ยังกลายเป็น สีที่จะมีความสำคัญหากเกิดรายการ “ร่วมมือกัน” โค่นพรรคภูมิใจไทย
จนมาถึงความเคลื่อนไหวจากข่าวลือล่าสุดว่า พรรคสีน้ำเงิน เตรียมเปิดดีล ด้วยการดึง สส.พรรคเขียว ในสังกัดของ “บุญยิ่ง นิติกาญจนา” ซุ้มราชบุรีมาร่วมงานในการเลือกตั้งรอบหน้า แต่ในระหว่างนี้ จะมีรายการ “เพาะฟาร์มงูเขียว” ฝากเสี้ยงสส.กันเอาไว้ก่อน !
แน่นอนว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบด้าน ร.อ.ธรรมนัส ทั้งข่าวลือ สารพัดดีลลับนั้น อาจสวนทางกับ “จังหวะ” ที่เขาเองกำลังเดินหน้า เพื่อรักษาและผลักดันให้พรรคกล้าธรรม ยังคงอยู่และรอดพ้นจากการถูก “บอนไซ” ทำให้เล็กลง จาก “ศัตรู” ที่มองเห็น และในที่มืด
การลงใต้ไปพบปะกับ “เดชอิศม์ ขาวทอง” อดีตรมช.มหาดไทย ในฐานะแกนนำ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.69 ที่ผ่านมา ที่สงขลา โดยมี “วงศ์วชร ขาวทอง” สส.สงขลา เขต 5 มารอต้อนรับ โดย เดชอิศม์ ได้เขียนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุก ย้ำว่า “เพื่อนแท้ไม่ได้วัดกันที่วันที่มีอำนาจ แต่วัดกันที่วันที่ยังพร้อมจับมือกันทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง”
ความเคลื่อนไหวที่สงขลา ครั้งนี้ย่อมไม่ใช่การกระชับสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับเดชอิศม์ เท่านั้น แต่อีกด้านหนึ่ง คือการแสดงให้เห็นว่า “เป้าหมาย” ของร.อ.ธรรมนัส คือการทำให้พรรคกล้าธรรม ยังมีชีพจร ทางการเมือง เพื่อรอจังหวะ ที่เหมาะสม ต่างหาก
เพราะแม้พรรคกล้าธรรม จะถูกเย้ยว่าเป็นพรรคฝ่ายคอย แต่อย่าลืมว่า การรอคอยนั้นจะดำเนินไปอีกนานแค่ไหน และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ย่อมรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่ดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล จะเกิด “แรงต้าน” ต่อรัฐบาลตามมาทันที และยิ่งในเวลานี้ กระแสความนิยมของรัฐบาล ใช่ว่าจะอยู่ในแดนบวก
มิหนำซ้ำในระหว่างที่ถูกจัดให้เป็นพรรคฝ่ายคอย โอกาสที่กล้าธรรมจะโดน “ตีแตก” ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ร.อ.ธรรมนัส จะยังคง “ออกแรง” เพื่อทำให้กล้าธรรม “ยืนระยะ” เอาไว้ให้นานที่สุด !!








