ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้อ่านและเคยผ่านตาต่อนิทานพื้นบ้านอันเก่าแก่ปรัมปราของไทย ที่ตัวละครเอกมีความโดดเด่นทางด้านฉลาดแกมโกง มีไหวพริบดีเยี่ยม แต่แฝงไปด้วยเจ้าเล่ห์เพทุบายลื่นไหลไปเรื่อย ๆ มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก ซึ่งนิยายเรื่องนี้ก็คือ “ศรีธนญชัย” ตอนนี้ศรีธนญชัยกระโดดข้ามภพกลับมาเกิดเป็นคนที่มีตัวตนจริง ๆ แล้ว (เหมือนกับนิยายที่กำลังฮิตติดตลาดในขณะนี้) แต่ดันไปเกิดที่เมืองลุงแซม ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผมเล็งเห็นว่า ศรีธนญชัย ณ เมืองลุงแซม ผู้นั้นก็คือ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” นั่นเอง!!!
เพราะเมื่อเมียง ๆ มอง ๆ ไปแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์มีลักษณะคล้าย ๆ กับศรีธนญชัย ในแง่ที่มีชั้นเชิง มีเล่ห์เหลี่ยม และมีกะล่อนความลื่นไหลแทบจะไม่ผิดเพี้ยน โดยขณะนี้การเมืองของสหรัฐอเมริกาวุ่นวายทั้งนโยบายภายในประเทศและต่างประเทศ จนมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องอดตาหลับขับตานอน ได้พักผ่อนเพียงวันละ 4 หรือ 5 ชั่วโมง เพราะเขาตรากตรำทำงานหนัก จนบางครั้งต้องนั่งหลับสัปหงกขณะอยู่ในที่ประชุมเลยทีเดียว
ส่วนนโยบายภายในประเทศที่กำลังมีความวุ่นวายยุ่งเหยิง ที่บางครั้งก็ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ติดกับอยู่ในบ่วงจนแทบจะเอาตัวไม่รอด แต่เขาก็ยังงัดเอาไหวพริบต่าง ๆ ออกมาใช้แก้ไขสถานการณ์จนสามารถเอาตัวรอดไปได้ ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “ท็อดด์ แบลนช์ (Todd Blanche)” ผู้ที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งรักษาการอัยการสูงสุดสหรัฐฯ และยังเคยทำงานเป็นทนายความส่วนตัวของประธานาธิบดีทรัมป์ โดนคณะกรรมการตุลาการของวุฒิสภา (ซึ่งมาจากวุฒิสมาชิกที่สังกัดพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต) เรียกตัวเข้าไปซักถามอย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่รุมเร้ากระทรวงยุติธรรมมาตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันพุธสัปดาห์ก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าการรับรองในตำแหน่งอัยการสูงสุดของเขาชักจะไม่ค่อยแน่นอนเสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้พรรครีพับลิกันนั่งคุมเสียงข้างมากในคณะกรรมการตุลาการของวุฒิสภาอยู่ด้วยซ้ำไป!!! และถึงแม้ว่าแบลนช์จะพยายามวางท่าทีสงบเสงี่ยมตลอดการพิจารณาคดีก็ตาม แต่เมื่อถูกซักถามจนหนักมากขึ้น เขาก็ไม่สามารถจะเก็บท่าทีได้ เพราะเขาเคร่งเครียดจนสติหลุดแสดงอาการหงุดหงิดออกมาให้เห็น โดยหนึ่งในข้อถกเถียงของคณะกรรมการตุลาการวุฒิสภา เกี่ยวโยงไปในเรื่องของการอภัยโทษให้แก่ผู้ก่อการจลาจล เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ซึ่งแบลนช์ก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงในเรื่องนี้ แต่ก็ถูกคณะกรรมการตุลาการบางคนหยิบยกเอาประเด็นนี้ขึ้นมาถกอีก
อย่างไรก็ตาม ยังมีคณะกรรมการที่เป็นสมาชิกของพรรครีพับลิกันสองคน ไม่ต้องการที่จะอนุมัติการรับรองให้ ท็อดด์ แบลนช์ เข้าไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ท้ายที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคมนี้ กลับปรากฏว่าทั้งสองเกิดอาการใจอ่อนยอมยกมือรับรองให้ ท็อดด์ แบลนช์ เข้าไปนั่งรักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สืบเนื่องมาจากการที่เขาผู้นี้เคยเป็นทนายความส่วนตัวของประธานาธิบดีทรัมป์มาก่อน และยังเคยว่าความในคดีอาญาหลาย ๆ คดีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะเล็งเห็นว่า “ท็อดด์ แบลนช์ เป็นคนที่มีความจงรักภักดีพร้อมที่จะปกป้อง รวมทั้งยังพร้อมที่จะคิดบัญชีต่อบรรดานักการเมืองที่เป็นศัตรูของเขาได้อีกด้วย”
คราวนี้ผมขอวกกลับมาทางด้านต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กันดูบ้าง ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ที่ร่างเอาไว้ว่า “เมื่อใดก็ตามที่สหรัฐฯ จะทำสงครามกับประเทศใด ๆ ก็ตาม ผู้ที่นั่งดำรงอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในขณะนั้น จำต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส เพื่อให้สภาคองเกรสจัดงบประมาณให้” แต่ในกรณีที่สหรัฐฯ ร่วมจับมือกับอิสราเอลเข้าไปโจมตีทำสงครามกับอิหร่าน ที่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา จนขณะนี้ยืดเยื้อติดต่อไปกว่าห้าเดือน (ทั้ง ๆ ที่เขามักจะบอกว่าสงครามจะสิ้นสุดในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า) ซึ่งจะเห็นได้ว่าการทำสงครามในครั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจด้วยตนเอง โดยมิได้ขอหรือแจ้งให้สภาคองเกรสได้รับทราบแต่อย่างใด
แต่ก็ดูเหมือนว่าสภาคองเกรสจะเป็นเพียงแค่ “เสือกระดาษ” ที่ไม่สามารถจัดการทำอะไรประธานาธิบดีทรัมป์ได้เลย จนเขาสร้างความเสียหายอย่างมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดปัญหาเงินเฟ้อ สร้างปัญหาให้แก่ชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระอย่างหนักเกี่ยวกับค่าครองชีพ!!! โดยขณะนี้สำนักโพลต่าง ๆ ได้ออกมาเปิดเผยครั้งล่าสุดนี้ว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับการบริหารด้านเศรษฐกิจร่วงลงมาเหลือแค่เพียง 28%
ในบทความของ “Foreign Policy” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เปิดเผยออกมาในภาพรวมว่า ร้อยละ 38 ของชาวอเมริกันมีความคิดเห็นว่า สหรัฐฯ จะไม่ชนะในสงครามอิหร่าน โดยมีฐานเสียงของพรรคเดโมแครต 56% ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า สหรัฐฯ จะไม่ชนะสงคราม เช่นเดียวกันกับฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน 24% ที่ออกมาให้ความเห็นว่าสหรัฐฯ จะไม่ชนะสงคราม ส่วน 42% ของผู้ที่ไม่สังกัดอยู่ในพรรคใด ๆ ก็มีความคิดเห็นว่าสหรัฐฯ จะไม่ชนะสงครามด้วยเช่นกัน
และจากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยควินนิเพียก (Quinnipiac University) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 นี้ระบุว่า ชาวอเมริกัน 6 ใน 10 คน คัดค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และชาวอเมริกัน 49% มองว่าสงครามครั้งนี้จะทำให้ภาวะทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ย่ำแย่ลงไปอีก โพลดังกล่าวยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า ฐานเสียงของพรรคเดโมแครตถึง 89% ไม่เห็นด้วยต่อการที่สหรัฐฯ เข้าไปทำสงครามกับอิหร่าน แต่กลับปรากฏว่าคนอเมริกันที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกัน 74% กลับเห็นด้วยต่อการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำสงครามในครั้งนี้
อนึ่ง จากรายงานข่าวของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” วันที่ 29 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียออกมาประกาศว่าจะร่วมกับสหรัฐฯ ทำสงครามถล่มโจมตีอิหร่าน จากที่ก่อนหน้านี้ซาอุดีอาระเบียเคยวางตัวเป็นกลางมาก่อน!!!
กล่าวโดยสรุป ทั้งนี้และทั้งนั้น การที่ผมนำเอา “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ไปเปรียบเปรยว่ามีพฤติกรรมที่เหมือนกับตัวละครในนิยายดึกดำบรรพ์ปรัมปราเรื่อง “ศรีธนญชัย” ในแง่ที่ว่าฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาเรามักจะเห็นประธานาธิบดีทรัมป์ ศรีธนญชัยแห่งเมืองลุงแซม นำเอาเล่ห์เพทุบายงัดออกมาใช้แบบข้าง ๆ คู ๆ หน้าไม่อายกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งผมกำลังเฝ้าคอยว่า เมื่อไหร่เขาจะเอาคุณสมบัติพิเศษที่มีอยู่ในตัวออกมาทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนบ้าง ส่วนการที่ซาอุดีอาระเบียประกาศเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ทำสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียก็คงอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ที่สามารถทำได้ก็คือต้องเดินหน้าโต้กลับ เพื่อที่จะสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายโจมตี หรืออาจจะเพื่อต้องการให้สถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลดลงไปก็ได้ละครับ








