หมายเหตุ : "อัครนันท์ กันกิตตินันท์" รมช.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ในรายการ "สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์" ทางช่องยูทูบ Siamrathonline ถึงภารกิจในกระทรวงที่เป็นความหวังสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และการสร้างชาติ เจาะลึกผลงาน 90 วันแรกในการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนและการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพื่อให้เด็กไทยเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม พร้อมเปิดใจถึงการพิสูจน์ตนเองในฐานะรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นผลงานและความทุ่มเทเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
- กระทรวงศึกษาธิการถือเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ ทั้งในส่วนของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทายและเป็นโจทย์ยาก
กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่นักการเมืองหลายคนอาจจะมีความกังวลที่จะเข้ามาทำงานในช่วงแรก เพราะมีความท้าทายสูงและความคาดหวังจากประชาชนมีมาก คนไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นกระทรวงแห่งความหวังของชาติ เพราะสิ่งที่ทำในวันนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า ในช่วงแรกผมยอมรับว่ามีความกดดัน แต่ตอนนี้เริ่มปรับตัวได้และมีความสุขกับการทำงานในกระทรวงนี้แล้ว
-การให้ความสำคัญเรื่องการสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน
- ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน จากการลงพื้นที่ตรวจราชการ พบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่จากทั้งหมดประมาณ 30,000 แห่ง มีอายุการใช้งาน 30-40 ปี อาคารจึงผุพังตามกาลเวลา ปัญหาที่พบคือไม้ผุพัง หรืออุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อ เช่น เด็กโดนไฟดูดจากเครื่องกดน้ำซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ผมจึงประสานให้หน่วยงานอย่าง กฟผ. เข้ามาช่วยดูแล และกำชับว่าความประมาทแบบนี้ต้องหมดไป
- เรื่องการละเมิดและความปลอดภัยทางจิตใจ ในอดีตปัญหาการละเมิดเด็ก หรือการกลั่นแกล้งกันระหว่างครูและผู้บริหาร (ผอ.) มักถูกปกปิดเพื่อไม่ให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง เราต้องการทำให้โรงเรียนเป็น "เซฟโซน" จริงๆ โดยตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ขึ้นมาเพื่อดูแลทั้งเด็กและครูที่ถูกรังแก
- จะมีการนำระบบ "ทราฟฟี่ ฟองดู" (Traffy Fondue) มาใช้ในเดือนกันยายนนี้ด้วย เพื่อเปิดรับแจ้งเหตุการล่วงละเมิดในโรงเรียน
เราไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่แต่เป็นการคัดลอกโมเดลความสำเร็จจาก กทม. มาใช้ โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวง อว. ให้ใช้ระบบได้ฟรีในช่วงแรกเพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน คีย์เวิร์ดสำคัญคือ "ความเชื่อใจ" ของประชาชน ถ้าประชาชนเชื่อมั่นและแจ้งเรื่องเข้ามาเป็นล้านเรื่อง นั่นหมายถึงเราจะได้รับข้อมูลจริงเพื่อไปแก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งตอนนี้เรากำลังจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการในกระทรวงมารองรับงานนี้ คาดว่าจะพร้อมที่สุดภายในเดือนตุลาคม
-สำหรับกรณีที่มีการละเมิดร้ายแรง มีแนวทางในการจัดการบุคลากรเหล่านี้อย่างไร
ผมสั่งการให้คุรุสภาและ กคส. ไปทบทวนบทลงโทษที่บางอย่างใช้มาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเก่าเกินไป บทลงโทษใหม่ต้องกระชับ มีประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งได้ เรามีบุคลากร 400,000 กว่าคนดูแลนักเรียนหลายล้านคน ถ้าคนไหนทำไม่ดีก็ไม่ควรให้เป็นครูต่อ ควรไปทำอาชีพอื่น
กรณีที่มีหลักฐานชัดเจน ผมสั่งให้ยึดใบอนุญาตถาวรทันที ไม่มีการช่วยกัน หรือย้ายที่ทำงานหนีปัญหาเหมือนในอดีต เราต้องเอาน้ำดีเข้าระบบเพื่อให้ครูดีๆ มีกำลังใจ และให้เด็กๆ รู้สึกว่ากระทรวงเป็นที่พึ่งได้ ไม่ใช่แค่ตรายาง
- ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบ (Thailand Zero Dropout) เป็นเรื่องที่ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญมาก ในส่วนของ สกร. มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง?
ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำครับ ผมพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า มีเด็กในสังกัด สกร. (กศน. เดิม) ประมาณ 60,000 คน ยอมลาออกเพื่อไปรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 300 บาท เราจึงต้องปรับการเรียนให้ยืดหยุ่น เช่น "การเรียน 3 ระบบ" เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตเด็กที่ต้องทำงานไปด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการเรียนในค่ายทหาร "1 ปี 1 วุฒิ" สำหรับทหารเกณฑ์ที่ต้องเสียโอกาสทางการศึกษา เรานำชั่วโมงการฝึกมาสะสมเป็นเครดิตการเรียน เมื่อเขาปลดประจำการ 2 ปี ก็จะจบ ม.6 พร้อมกัน สามารถไปต่อปริญญาตรีหรือสอบนายสิบได้ทันที เราต้องเปลี่ยนจากการเรียนแบบท่องจำมาเป็นหลักสูตรสมรรถนะที่เน้นการคิดวิเคราะห์และใช้ชีวิตได้จริง
-พยายามทลายกำแพงวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมๆ ในกระทรวงด้วย
ผมพยายามลดภาระของครูและงบประมาณโรงเรียนครับ ในอดีตเวลาผู้ใหญ่ลงพื้นที่ โรงเรียนต้องเตรียมพับผ้าจีบ จัดเตรียมอาหารว่าง (เบรก) และน้ำดื่มเต็มไปหมด ซึ่งบางครั้งครูต้องควักเงินตัวเองหรือเบียดบังเวลาสอนมาทำเรื่องพวกนี้ ปัจจุบันผมสั่งห้าม 100% ไม่ต้องมีผ้าจีบ ไม่ต้องมีเบรก ไม่ต้องมีคนมาคอยเสิร์ฟน้ำ เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มที่ และลดความสิ้นเปลืองงบประมาณในโรงเรียนที่กันดาร
- การที่เป็น ส.ส. 2 สมัย และไม่ได้มาจาก "บ้านใหญ่" ดังนั้นอะไรที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้มาบริหารกระทรวงใหญ่
ต้องขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่กล้าให้โอกาสคนธรรมดา บ้านผมที่กาญจนบุรีเดิมมีแต่ ส.ส. ที่เป็นนายพลทหาร ตอนผมลงสมัครครั้งแรกยังมีคนปรามาสว่าจะได้เป็น ส.ส. หรือเปล่า การที่ผมได้ก้าวเข้าสู่ฝ่ายบริหารเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ว่าถ้าเราตั้งใจทำงานและแสดงฝีมือ พรรคก็พร้อมจะผลักดัน
- หวั่นใจกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือวัด KPI จนทำไปสู่การปรับครม. บ้างไหม
ชีวิตนักการเมืองไม่มีความแน่นอนครับ ผมบอกทุกคนเสมอว่าให้ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเหมือนเป็นการทำงานวันสุดท้าย จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ผมเจียมเนื้อเจียมตัวและไม่ซีเรียสเรื่องตำแหน่ง แต่จะเสียใจถ้าหยุดทำงานแล้วขี้เกียจ
ที่ผ่านมา งานในสภาฯ ผมไม่เคยปฏิเสธการตอบกระทู้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะไม่อยากให้ฝ่ายค้านมองว่ารัฐมนตรีขี้เกียจ ผมพอใจกับการทำงานในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับผลงานและการพิจารณาของผู้ใหญ่








