ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ข่าวลือมักถูกใช้เป็นอาวุธชั้นดีในการทำสงครามจิตวิทยา ล่าสุดกระแสข่าว "ปฏิญญาโมนาโก" ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนัก โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปล่อยข่าวว่า พรรคสีแดง และ พรรคสีเขียว แอบบินไปเจรจาลับที่ประเทศโมนาโก เป้าหมายหลักคือการนัดงดออกเสียงในสภา เพื่อดีดพรรคสีน้ำเงินให้ออกจากสมการอำนาจ
แม้ “ร.อ.ธรรมนัส” จะรีบออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็วว่า การเดินทางไปยุโรปเป็นเพียงทริปพักผ่อนกับครอบครัว ไม่ได้ไปพบ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ก่อนลั่นวาจาตนไม่ใช่ "อีแอบ" และติดแฮชแท็กตอกย้ำ #ไม่มีปฏิญญาMonaco
แต่ในทางการเมืองแล้ว ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าการพบปะเจรจานี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีปฏิญญาโมนาโกจริงหรือเปล่า แต่อยู่ที่ว่าข่าวลือนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์ตัวจริง ?
1. ทำไม “ปฏิญญาโมนาโก” จึงถูกมองว่าเป็น “ดีลที่ไม่มีทางเป็นไปได้” ?
หากพิจารณาจากสมการตัวเลขทางการเมือง การที่พรรคสีแดง (74 เสียง) จะหักหลังไปจับมือกับพรรคสีเขียว (58 เสียง) เพื่อโค่นพรรคภูมิใจไทยนั้น เสียงรวมกันจะมีเพียง 132 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล ไฟต์บังคับจึงต้องดึง "พรรคสีส้ม" (120 เสียง) มาร่วมด้วยเพื่อให้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ นอกจากว่าจะเป็นการสร้างสุญญากาศทางการเมือง เพื่อกดดันให้นายกฯ อนุทิน ยุบสภา
ส่วนในฝั่งของทักษิณเอง ก็ตกอยู่ในสภาวะที่มีชนักติดหลังหลายคดี จึงต้องการ "อยู่เงียบๆ" มุ่งฟื้นฟูพรรคเพื่อไทย และไม่มีความจำเป็นจะต้องเสี่ยงหักดิบกับพรรคภูมิใจไทย ที่มีเสถียรภาพแข็งแกร่งในเวลานี้
2. เกมลวงหลายตลบ: หากน้ำเงินระแวงแดง "ใครคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุด ?"
เป้าหมายที่แท้จริงของการปล่อยข่าวลือนี้ คือความพยายามสร้างความหวาดระแวง สมมติฐานที่น่าขบคิดคือ หากพรรคภูมิใจไทยหลงกลและหวาดระแวงพรรคเพื่อไทย จนตัดสินใจชิงลงมือแก้เกมด้วยการดีดพรรคเพื่อไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีโอกาสเกิดสถานการณ์เหล่านี้
(1) พรรคสีเขียว เข้าร่วมรัฐบาล
หากพรรคเพื่อไทยถูกผลักออกไป พรรคภูมิใจไทย (191 เสียง) จะเปิดโอกาสให้พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลทันที ด้วยสมการจำนวน สส. ที่ลงตัว และจะทำให้พรรคสีเขียวกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่รัฐบาลขาดไม่ได้เพื่อรักษาเสถียรภาพในสภา ส่งผลให้อำนาจต่อรองของพรรคสีเขียวพุ่งทะยาน
(2) มีเก้าอี้รัฐมนตรีเพิ่มขึ้น
การสลับเอาพรรคเพื่อไทยออก จะทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีว่างลงเป็นจำนวนมาก เปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถเกลี่ยโควตารัฐมนตรีและจัดสรรผลประโยชน์ให้คนในกลุ่มของตนเองได้เพิ่มมากขึ้น
3. “สีน้ำเงิน” รู้ทันเกม
แม้ช่วงแรก ดูเหมือน “ซ้อต่าย” ภรรยาเนวิน จะผิดคิวด้วยการโพสต์ข้อความว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” ทำให้เกิดการตีความและมีตั้งคำถามตามมาว่า หมายถึงผู้นำจิตวิญญาณแห่งบ้านจันทร์ส่องหล้าหรือไม่ ก่อนโพสต์ดังกล่าวจะถูกลบทิ้งไป
ต่อมา นายกฯ อนุทิน ก็ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีปฏิญญาโมนาโกว่า "แดง-เขียว ผสมกันไปกันมา ก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี" สะท้อนท่าทีที่รู้ทันและมั่นใจว่า "สีน้ำเงิน" ยังคงเป็นศูนย์กลางอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุด และเสถียรภาพของรัฐบาลในตอนนี้มั่นคงเกินกว่าที่ข่าวลือใดๆ จะมาเขย่าได้
สุดท้ายแล้ว บางทีสิ่งที่ควรจับตาอาจไม่ใช่ข่าวลือ แต่คือความเคลื่อนไหวหลังข่าวลือแพร่สะพัด เพราะนั่นต่างหากที่จะบอกว่า ใครพยายามที่จะเป็นผู้กำหนดเกมทางการเมือง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








