ทหารประชาธิปไตย
เมื่อการหยุดยิงพังทลาย และห้าฉากทัศน์ที่เป็นไปได้สำหรับจุดจบของสงคราม สถานะปัจจุบัน: การหยุดยิงที่พังทลายลงอีกครั้ง
นับถึงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 สงครามได้เข้าสู่รอบการยกระดับใหม่เป็นการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง และไม่อาจคาดคะเนว่าจะยุติลงเมื่อใด หลังการหยุดยิงที่เปราะบางซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ 8 เมษายน พังทลายลงในวันที่ 27 มิถุนายน วงจรความรุนแรงเดิมที่เคยเริ่มจาก Operation Epic Fury เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งสังหารอดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 40 คน ได้หวนกลับมาในรูปแบบเดิม คือ สหรัฐฯ โจมตี อิหร่านตอบโต้ผ่านโดรนและขีปนาวุธ วนซ้ำไปมา
ตัวเลขล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขอิหร่านระบุผู้เสียชีวิต 59 ราย และบาดเจ็บ 666 รายนับตั้งแต่การหยุดยิงแตก ขณะที่ พีท เฮกเซธ (Hegseth) ระบุว่าสงครามรอบใหม่มีต้นทุนแล้วกว่า 37,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขจริงสูงกว่านี้
จุดชนวนรอบล่าสุดคือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" โดยอิหร่านอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือช่องแคบตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) และเรียกร้องให้เรือทุกลำต้องใช้เส้นทางที่กำหนดไว้ ก่อนจะยิงใส่เรือพาณิชย์ 3 ลำในวันที่ 6-7 กรกฎาคม ที่ฝ่าฝืนคำสั่ง เพื่อเป็นการทดสอบขอบเขตของ MOU เดือนมิถุนายน แต่สหรัฐฯ ก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิหร่านตามที่เป็นข่าว พร้อมรื้อและฟื้นมาตรการปิดล้อมทางทะเล และประธานาธิบดีทรัมป์ยังขู่เก็บค่าผ่านทาง 20% จากสินค้าทุกลำที่ผ่านช่องแคบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์กระโดดขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์ในช่วงเวลาสั้น ๆ
ต่อมาซาอุดีอาระเบียเปิดฉากโจมตีสนามบินซานาของเยเมน ทำให้กลุ่มฮูตีตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือในทะเลแดง พร้อมขู่ปิดช่องแคบบาบอัลมันดับ สะท้อนว่าสงครามได้ขยายเป็น 2 จุดคับขันพร้อมกัน คือ ฮอร์มุซและทะเลแดง
ด้านอิหร่านปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงที่มีอิรักเป็นตัวกลาง โดยอ้างว่าเป็นความผิดของรัฐบาลทรัมป์ที่ "ผิดคำมั่นสัญญา" ตาม MOU ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ส่งสัญญาณกลับสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ แม้ทรัมป์จะระบุว่าเตหะราน "เริ่มจริงจังมากขึ้น" และย้ำว่าทางออกของสหรัฐฯ อาจมาทางการทูตหรือทางทหารก็ได้
MOU คือการแช่แข็งชั่วคราว ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง
ตามกรอบวิเคราะห์ที่ยึดถือมาตลอด บันทึกความเข้าใจ (MOU) เดือนมิถุนายนไม่เคยเป็นข้อตกลงยุติสงครามที่แท้จริง แต่เป็นการแช่แข็งความขัดแย้งชั่วคราวเพื่อซื้อเวลาให้ทั้งสองฝ่าย ข้อพิพาทหลักจึงยังไม่คลี่คลาย
ฝ่ายอิหร่านยังคงยืนกราน 3 เงื่อนไข คือ:
1.หลักประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีซ้ำ
2.การยอมรับ "สิทธิอันชอบธรรม" ของอิหร่าน
3.ค่าปฏิกรรมสงคราม
ขณะเดียวกัน โครงการขีปนาวุธพิสัยไกลและการสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาคยังเป็นเส้นตายที่เตหะรานปฏิเสธจะเจรจาอย่างเด็ดขาด ส่วนสหรัฐฯ ก็เรียกร้องมากกว่ากรอบ JCPOA เดิม เห็นได้จากท่าทีการเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเครื่องมือกดดันเชิงเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ประเด็นความมั่นคงอีกต่อไป
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้สำหรับจุดจบสงคราม
สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่ระบุตรงกันว่า ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้นคือ "ทางตันที่ยืดเยื้อและมีต้นทุนสูง" แม้อิหร่านจะอ่อนแรงลงทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ แต่ขวัญและกำลังใจของประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับสูง และเป็นเกราะปกป้องสาธารณรัฐอิสลามให้ยืนยงอยู่ได้โดยไม่ล่มสลาย
ส่วนสหรัฐฯ และอิสราเอลก็จะเผชิญกับปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจรุมเร้า จนอาจถึงขั้นจราจล พร้อมกับการเจรจาที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่จำกัดและพลิกกลับได้ง่าย มากกว่าที่จะเป็นจุดจบเด็ดขาดแบบใดแบบหนึ่ง
ตัวแปรภูมิรัฐศาสตร์รอบข้างที่ถ่วงดุลผลลัพธ์
อิสราเอล: ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแปรก่อกวนเชิงโครงสร้างต่อสันติภาพในภูมิภาค สงครามคู่ขนานในเลบานอนกับกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ยังไม่ยุติ แม้จะมีข้อตกลงถอนกำลังบางส่วน การโจมตีตอบโต้ในเบรุตใต้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน คือชนวนที่ทำให้อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน แสดงว่าประเด็นเลบานอนผูกโยงกับชะตากรรมของสงครามใหญ่โดยตรง
จีนและรัสเซีย: ยังคงได้รับอนุญาตพิเศษจากอิหร่านให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ต่อเนื่อง สะท้อนความพยายามของเตหะรานที่จะรักษาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ไว้ ขณะที่โรงกลั่นของจีนเริ่มกลับเข้าซื้อน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังคลังสำรองทั่วโลกร่อยหรอลงจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานถึง 5 เดือน
ซาอุดีอาระเบียและรัฐกลุ่มอ่าว: ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดคือการยกระดับสู่สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำลายแผนกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) ขณะที่ฉากทัศน์รองลงมาคือการหยุดยิงที่ปล่อยให้ขีดความสามารถในสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ของอิหร่านยังคงอยู่ครบ ซึ่งจะตอกย้ำกลยุทธ์การใช้รัฐอ่าวเป็นเครื่องมือกดดันของเตหะรานต่อไป
การประเมินของทีมงาน
1.วงจรความรุนแรงเดิม: สงครามรอบปัจจุบันสะท้อนรูปแบบวงจรที่ซ้ำเดิม คือ หยุดยิงชั่วคราว แตกหัก ยกระดับ $\rightarrow$ หยุดยิงใหม่ มากกว่าจะเป็นเส้นทางตรงสู่จุดจบใดจุดหนึ่ง เพราะทั้งสองฝ่ายยังไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะยอมรับต้นทุนของการยุติสงครามอย่างเด็ดขาดในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
2.วิกฤตการสืบทอดอำนาจ: วิกฤตการสืบทอดอำนาจภายใต้ผู้นำสูงสุด มุจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา เพราะหากฝ่ายแข็งกร้าวในระบอบชนะการต่อรองภายใน โอกาสของฉากทัศน์เจรจาจะลดลงทันที และจะผลักดันไปสู่ทางตันที่ยืดเยื้อ
3.ช่องแคบฮอร์มุซ: ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซและอำนาจอธิปไตยในการควบคุม คือจุดที่มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็นชนวนยกระดับรอบใหม่ เพราะกระทบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของพันธมิตรตะวันตก และส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโลก
4.ผลกระทบต่อเอเชียและไทย: นัยสำคัญคือความผันผวนของราคาพลังงานจะยังคงเป็น "ภาวะปกติใหม่" (New Normal) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ไม่ใช่ภาวะชั่วคราวที่จะคลี่คลายลงได้เร็ว ๆ นี้
5.แนวทางของทรัมป์: แนววิเคราะห์ที่เป็นไปได้จากการอ่านท่าทีของทรัมป์ คือการที่สหรัฐฯ จะทำการโจมตีครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแหล่งพัฒนานิวเคลียร์แห่งใหม่ของอิหร่าน แล้วประกาศชัยชนะในผลสำเร็จตามเป้าหมาย จากนั้นก็ค่อย ๆ ทยอยถอนตัวจากการสู้รบ








