“ระบบตำรวจไทยในปัจจุบัน เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 (ฉบับใหม่) อยู่ในช่วงของการบังคับใช้และเปลี่ยนผ่าน โดยมีความก้าวหน้าในระดับโครงสร้างและกฎหมายลูก แต่ยังคงมีข้อท้าทายในระดับการปฏิบัติจริง สิ่งที่ “เป็นไปตาม พ.ร.บ. ใหม่แล้ว”
การตั้งองค์กรตรวจสอบและพิทักษ์ระบบคุณธรรม
ก.พ.ค.ตร. (คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ)ทำหน้าที่คล้ายศาลปกครองภายในองค์กรตำรวจ เพื่อพิจารณาเรื่องร้องทุกข์และอุทธรณ์กรณีแต่งตั้งโยกย้ายหรือโดนลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม
ก.ร.ตร. (คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ) เปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรภายนอกมีส่วนร่วมในการสอบสวนข้อร้องเรียนกรณีตำรวจกระทำผิดวินัย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตามเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายและ “อาวุโส”
กฎหมายใหม่ปรับสัดส่วนการแต่งตั้งให้ใช้ ระบบอาวุโส ในการพิจารณาชัดเจนขึ้น (เช่น การเสนอชื่อ ผบ.ตร. ต้องคัดเลือกจากข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ. ที่มีอาวุโสและมีความรู้ความสามารถตามลำดับ) เพื่อลดปัญหา “ตั๋วตำรวจ” และระบบอุปถัมภ์ การกำหนดกลุ่มสายงานที่ชัดเจนมีการแบ่งกลุ่มสายงานออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เช่น สายงานสืบสวนสอบสวน, สายงานป้องกันปราบปราม, สายงานบริหาร) และป้องกันไม่ให้ย้ายข้ามสายงานแบบไม่มีหลักเกณฑ์
การกระจายอำนาจและการสนับสนุนท้องถิ่น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดสรรเงินอุดหนุนตรงให้กับสถานีตำรวจในพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำมาพัฒนางานดูแลประชาชนในท้องถิ่น... สิ่งที่เป็นข้อท้าทายและอยู่ระหว่างการปรับตัว... แม้ตัวบทกฎหมายจะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติจริงยังเจออุปสรรคสำคัญ... ปัญหาภาระงานสอบสวน พ.ร.บ. ใหม่เน้นย้ำเรื่องความอิสระของพนักงานสอบสวน แต่ในความเป็นจริง พนักงานสอบสวนตามสถานีตำรวจยังขาดแคลนงบประมาณและบุคลากรอย่างหนัก
วัฒนธรรมองค์กรเดิมๆแม้กฎหมายจะเน้นระบบคุณธรรม แต่การแต่งตั้งโยกย้ายในหลายระดับยังคงถูกตั้งคำถามจากสังคมและภายในองค์กรเอง
การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ตำรวจ แม้กฎหมายกำหนดให้ทบทวนและถ่ายโอนงานที่ไม่ใช่งานตำรวจหลัก (เช่น ตำรวจทางหลวง, ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจป่าไม้ ฯลฯ) ให้หน่วยงานตรงรับไปดูแล ซึ่งยังอยู่ในกรอบระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี
กรณีของ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี (บิ๊กไมค์) รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 ได้ยื่นหนังสือบันทึกข้อความด่วนที่สุดถึง ผบ.ตร. เพื่อยืนยัน "ไม่สมัครใจโอนย้ายไปรับราชการยังส่วนราชการอื่น" ซึ่งเหตุผลสำคัญและสาระสำคัญในหนังสือ
1. ข้อกฎหมายคุ้มครองสิทธิ (พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565)
อ้างอิงมาตรา 93: บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า การโอนข้าราชการตำรวจไปรับราชการในส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นจะกระทำได้ต่อเมื่อ "เจ้าตัวสมัครใจ" และส่วนราชการอื่นต้องการจะรับโอน
2. ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
รับราชการตำรวจมาอย่างยาวนาน: ท่านรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มายาวนานถึง 37 ปีงบประมาณ เติบโตมาตามลำดับในสายงานตำรวจ ทั้งงานสืบสวนสอบสวน ป้องกันปราบปราม และงานอำนวยการ ไร้ประสบการณ์ในส่วนราชการอื่นไม่เคยปฏิบัติงานในกระทรวงหรือหน่วยงานอื่นภายนอก ตร. มาก่อน การโอนย้ายไปหน่วยงานที่ไม่คุ้นเคยจึงอาจไม่อำนวยประโยชน์แก่ราชการได้อย่างเต็มที่
3. ประโยชน์สูงสุดของทางราชการและหลักธรรมาภิบาลข สร้างประโยชน์ให้ ตร. ได้มากกว่า ด้วยอายุราชการที่เหลืออยู่อีก 2 ปีงบประมาณ รวมถึงความรู้ความเข้าใจการบริหารงานตำรวจระดับมหภาคและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ การปฏิบัติหน้าที่ต่อในสังกัดเดิมจะเกิดประโยชน์แก่ทางราชการ สังคม และประชาชน ได้มากกว่าการโอนย้ายข้ามหน่วยงาน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากการพิจารณาแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. คนใหม่ (ซึ่ง พล.ต.อ.นิรันดร เป็นแคนดิเดตอาวุโสอันดับ 1) และมีกระแสข่าวการเตรียมโอนย้ายท่านไปยังส่วนราชการอื่นนอกสังกัด ตร. จึงนำมาสู่การทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ตามสิทธิทางกฎหมายเพื่อขอรับราชการในตำแหน่งเดิมจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ








