ผู้การวิศรุฒน์
นอกจากกองทัพ จะต้องเตรียมรับศึก ด้านอีสานใต้-ตะวันออก กับ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังวางใจไม่ได้ และยังต้อง คุมเข้มชายแดนตะวันตก ทั้งผลกระทบจากการสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมา กับกลุ่มต่อต้าน และ การตั้งฐาน กองกำลังว้าแดง รุกล้ำแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่รอจังหวะที่สุกงอม ความพร้อมในการแก้ไขแล้ว ไฟใต้ ก็ยิ่งประทุลุกโชน รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ ภาพรวม กองทัพและฝ่ายความมั่นคง ต้องสู้ศึกรอบด้านและรอบบ้าน
เพราะปัญหาความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่มีแค่มิติปัญหาภายในที่สะสมมาหลายทศวรรษเท่านั้น แต่ยังมีมิติระหว่างประเทศ ที่มาเลเซียไม่เคยช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งการไม่เคยร่วมมือในการตามหาตัวหรือจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุในฝั่งไทยแล้วหนีไปกบดานในมาเลเซีย
แม้แต่การพูดคุยสันติสุขที่รัฐบาลมาเลเซีย ตั้ง ผู้อำนวยความสะดวก มาจัดการเจรจา ระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับตัวแทนกลุ่ม BRN มายาวนานหลายปี แต่ไม่เคยได้ผล เพราะมาเลเซียไม่ได้เอาตัวจริงที่มีอำนาจในการสั่งการกองกำลังที่ก่อเหตุในพื้นที่มาคุยกับฝ่ายไทย แต่ฝ่ายไทยในทุกรัฐบาลก็ต้องจัดการเจรจาในเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้เห็นว่าไทยยึดสันติวิธี
แต่การใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร มาตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์ ปล้นปืนทหาร เมื่อปี 2547 จนมาถึงวันนี้กว่า 20 ปีแล้ว ที่กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ขบวนการโจรใต้ กลุ่มแบ่งแยกดินแดน ยิ่งเติบโตและแข็งมากขึ้น มีแนวร่วมมากขึ้น มีกองกำลังติดอาวุธ จำนวนมากขึ้นและได้รับการฝึกอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการขยายเครือข่ายแนวร่วม ให้ไปเติบโตในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับข้าราชการชั้นสูง และเป็นนักการเมืองเข้าสู่สภาซึ่งถือเป็นความสำเร็จของขบวนการก่อความไม่สงบ
ดังนั้น ความยากของการแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะโจรใต้แฝงตัวเป็นประชาชน หลายครั้งก่อเหตุแล้วก็กลับไปนอนชิลๆ ที่บ้าน โดยไม่มีชาวบ้านแถวนั้น บอกข่าวแก่เจ้าหน้าที่รัฐ อาจจะเพราะเป็นแนวร่วม และอาจเป็นเพราะความหวาดกลัว และส่วนใหญ่ เมื่อก่อเหตุแล้ว ก็หนีไปกบดานในฝั่งมาเลเซีย ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจรู้ได้ว่าใครคือประชาชนและใครคือโจร ทหารตำรวจจึงต้องเสียชีวิตอยู่ในวงล้อมของโจรและแนวร่วม หละหลวม บกพร่องพลาดวันไหน ก็ถูกโจมตีถูกลอบทำร้าย
อีกทั้งโดยยุคสมัยในปัจจุบันทหารตำรวจไม่สามารถใช้ปฏิบัติการทางทหารในการปราบปรามโจรใต้ ได้โดยอิสระ เพราะมีเรื่องสิทธิมนุษยชน มีกลุ่มเอ็นจีโอ. และมีแนวร่วมที่พร้อมจะปลุกกระแสต่อต้าน หากเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง
รวมทั้งยังคงมีการปลูกฝังความคิด ความแค้น ให้กับเยาวชนชายแดนใต้ เพื่อให้เข้าร่วมขบวนการ ทั้งในลักษณะของแนวร่วมและในลักษณะของการมาร่วมเป็นกองกำลังติดอาวุธ โดยใช้ประวัติศาสตร์ รัฐปาตานี และการถูกกดขี่จากเจ้าหน้าที่รัฐในอดีต รวมถึงเหตุการณ์ที่ถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นการสลายม็อบที่ตากใบ ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ที่สร้างความแค้นและนำมาปลุก ในการสร้างแนวร่วมได้เสมอมา
โดยที่กลุ่มก่อความไม่สงบก็มีกลุ่มผลประโยชน์คอยสนับสนุนทุนในการก่อเหตุ เพราะต้องใช้เงินในการจัดซื้อจัดหา ระเบิดกระสุน อุปกรณ์ต่างๆ โดยที่กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ ต้องการให้ชายแดนภาคใต้เป็นแดนสนธยา จะได้ขายยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย และอาวุธสงคราม และแบ่งปันบางส่วนมาหล่อเลี้ยงขบวนการโจรใต้เหล่านี้ไว้
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐ ทหารตำรวจ ที่ยังหาประโยชน์จากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ จากเรื่องงบประมาณ เบี้ยเลี้ยง ประกอบกับในอดีต มักจะเป็นที่รับทราบกันว่า คนที่มาอยู่ภาคใต้ มักจะไม่ใช่ครีม แต่ถูกส่งมาเพราะสอบได้คะแนนรั้งท้าย หรือมีพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่นเวลาถูกโยกย้ายก็ถูกส่งลงมาชายแดนใต้เหมือนเป็นสถานที่ในการลงโทษ จนกลายเป็นที่รวมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เก่ง และไม่ดี และอาจมีพฤติกรรมที่ไปข่มเหงรังแกประชาชนในพื้นที่ จึงยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
ดังนั้นต่อมาในระยะหลัง กองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการคัดเลือกตำรวจทหารที่จะลงมาปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้ โดยเลือกคนที่มีฝีมือ ไม่ใช่เลือกเพราะไม่มีตำแหน่งหรือเก้าอี้รองรับ โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบกเมื่อการโยกย้ายไม่ลงตัว ก็จะส่งนายทหารจากนอกพื้นที่มานั่งเป็นแม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีมาหลายยุคจนถึงยุคปัจจุบัน ที่ “แม่ทัพยูร” พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ที่ถูกส่งมาจากรองแม่ทัพภาค 2 จากภาคอีสาน เนื่องด้วยไม่สามารถขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 2 ได้ เพราะ “บิ๊กติ่ง” พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ที่เติบโตมาในอีสานใต้ มีความเหมาะสมมากกว่า
แม้พลโทนรธิป จะเคยลงมาปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้ อยู่แค่ช่วงสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจปัญหาและไม่ได้รู้พื้นที่จนถูกมองว่าทำให้สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ รุนแรงมากขึ้น และไม่สามารถรับมือสถานการณ์ได้แต่กลับมีรายงานข่าวว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปีที่กำลังพิจารณากันอยู่ ในช่วงนี้ พลโท นรธิป จะได้นั่งเป็นแม่ทัพ 4
ต่อไป ไม่ขยับขึ้นเป็นพลเอกเพื่อเตรียมเกษียณราชการในตุลาคม 2570 แม้ว่าตลอดเวลาเกือบหนึ่งปี ที่ปฏิบัติหน้าที่มา แม่ทัพภาค 4 มา จะเจอแต่ปัญหา และเกิดเหตุใหญ่หลายครั้ง แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจของเตรียมทหารรุ่น 26 ที่มี “บิ๊กปู” พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ เป็น ผบ.ทบ. ซึ่งไว้วางใจเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 มากกว่าที่จะให้นายทหารจากรุ่นอื่นขึ้นมาแทน
แม้ว่าจะมี “แม่ทัพต่อ” พลโท นิติ ติณสูลานนท์ แม่ทัพน้อย 4 ซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 และเติบโตมาในชายแดนภาคใต้ตลอด แต่เนื่องจากพลโท นิติ เป็นคนละกลุ่มคนละก๊วน กับ พลเอกพนา และ พลโท นรธิป จึงไม่มีโอกาสที่จะได้ขึ้นไปเป็นแม่ทัพภาค 4 และจะเกษียณราชการตุลาคม 2570 นี้พร้อมกับ พลโท นรธิป
นอกจากนั้นยังมีนายทหารฝีมือดีจากสายรบพิเศษที่ลงมาอยู่ในพื้นที่หลายปีแล้ว เช่น “รองคิ้ว” พลตรี ชาคริต อุจจะรัตน รองแม่ทัพภาค 4 แกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 ที่จ่อคิวรออยู่ แต่ก็รอเค้าว่าจะต้องรอต่อไป
การก่อเหตุยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะเป็นการก่อเหตุ ที่เกิดขึ้นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการโจมตีจุดตรวจ ทหาร-อส. แต่อุกอาจกว่า และมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดีมากกว่า แต่จังหวะที่โจรใต้เลือกก่อเหตุ และพื้นที่ก่อเหตุ กำลังถูกตีความว่า เป็นการส่งสัญญาณขับไล่ แม่ทัพภาค 4 และ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ผบ.ฉก.นราธิวาส) ด้วยหรือไม่
โดยเฉพาะ “ผบ.ด้วง” พลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาค 1 ที่ลงมาปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ผบ.ฉก.นราธิวาส) มาจะครบกำหนด 1 ปีแล้ว แต่ด้วยความเป็นทหารที่ ประกาศกร้าว ว่าจะต่อสู้กับขบวนการ BRN ในทุกรูปแบบ พร้อมท้าทาย มาตลอด จนถูกโจมตีในโลกโซเชียลมีเดียของบรรดาแนวร่วม BRN มาตลอด โดยจะเห็นได้ว่าโจรใต้มักจะก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส อย่างต่อเนื่อง ราวกับต้องการจะต่อสู้และท้าทาย พลตรียอดอาวุธ เช่นกัน
แต่เป้าหมายของกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่ต้องการจะขับไล่พลตรี ยอดอาวุธ นั้น ส่อเค้าจะไม่สำเร็จ เมื่อมีรายงานข่าวว่า พลเอก พนา อาจจะพิจารณา ให้ พลตรี ยอดอาวุธ ย้ายจากรองแม่ทัพภาค 1 ลงมาเป็นรองแม่ทัพภาค 4 มาเป็นคนกองทัพภาค 4 อย่างเต็มตัว จากเดิมที่เติบโตมาในกองทัพภาค 1 และเป็นนโยบายของกองทัพบก ที่กำลังทหารจากนอกพื้นที่ จากกองทัพภาค 1 กองทัพภาค 2 และ กองทัพภาค 3 มาเสริมกำลังกองทัพภาค 4 การดูแลชายแดนใต้
เพราะตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ปฏิบัติหน้าที่ ผบ.ฉก.นราธิวาส นั้น พลตรี ยอดอาวุธ พยายามใช้ปฏิบัติการทางการทหารเข้ากดดันในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน และในป่าเขา เพื่อจำกัดเสรีในการปฏิบัติของกลุ่มก่อความไม่สงบ และมีแนวทางตาต่อตาฟันต่อฟัน ที่ชัดเจนมากขึ้น
ประกอบกับ ระดับนโยบายของกองทัพบก ก็เห็นว่ากว่า 20 ปีที่ใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ตรงกันข้ามทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบเติบโต แข็งแกร่ง มากขึ้น ขยายแนวร่วม และยึดพื้นที่ ได้มากขึ้น จึงมีกระแสข่าวว่าพลเอก พนา ต้องการให้มีนายทหารสายบู๊ลงมาอยู่ในพื้นที่ ซึ่ง พลตรี ยอดอาวุธ ก็คือคนหนึ่งที่กำลังถูกพิจารณา ว่าจะให้ย้ายจากรองแม่ทัพภาค 1 ลงมาเป็นรองแม่ทัพ 4 ในการโยกย้ายครั้งนี้เลย
เพราะคาดว่าพลโท นรธิป ก็ยังจะเป็นแม่ทัพภาค 4 ต่อไป ส่วนพลโท นิติ ก็จะต้องขยับไปเป็นพลเอกเพื่อเตรียมที่จะ เกษียณในปลายปีหน้า และคาดว่า พลตรี ชาคริต จะขยับขึ้นเป็น แม่ทัพน้อย 4 แทน
นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะ กองทัพภาค 1 อาจไม่มีการขยับเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 1 หลังจากที่เคยมีกระแสข่าวว่า แม่ทัพไก่ พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ จะต้องนั่งเป็นแม่ทัพ 1 ต่อไปจนเกษียณกันยายน 2571 เพื่อทำหน้าที่การพัฒนากองทัพกองทัพภาค 1 และในฐานะ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ในฐานะที่เป็นกองทัพทหารคอแดง กองทัพภาคเดียวของกองทัพบก ที่จะเป็นการเปลี่ยนธรรมเนียมในการเติบโตของแม่ทัพภาค 1 ใหม่จากเดิมที่ต้องขยับขึ้นกองทัพบกเพื่อเตรียมชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. แต่จากนี้ไปเส้นทางเติบโตของแม่ทัพภาค 1 คือจะจบแค่การเป็นแม่ทัพภาค 1 จนใกล้จะเกษียณแล้วจากนั้น ก็อาจจะถูกย้ายโอนเข้าไปเป็นทหารคอแดง หน่วยในพระองค์
ดังนั้น หาก พลตรียอดอาวุธ กลับไปกองทัพภาค 1 ก็จะเติบโตได้แค่เป็น แม่ทัพน้อย 1 เท่านั้น เพราะมีกระแสข่าวและสัญญาณบางประการ ในการวางตัว “รองเทพ” พลตรี เทพพิทักษ์ นิมิตร รองแม่ทัพภาค 1 ที่เติบโตมาจากสายบูรพาพยัคฆ์ คอแดง ให้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อจาก พลโทวรยส ในปี 2571 เลย
ดังนั้น พลตรี ยอดอาวุธ ซึ่งเป็นแคนดิเดต จาก ตท.31 ที่จะขึ้นเป็น 5 เสือ ทบ. และ ผบ.ทบ. ในอนาคต ก็สามารถที่จะเติบโต ใน กองทัพภาค 4 จนขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 ก่อนที่จะขึ้นสู่ห้าเสือกองทัพบกได้เช่นกัน โดยคาดกันว่า จะต้องรอเติบโต เป็นแม่ทัพน้อย 4 และ แม่ทัพภาค 4 ต่อจาก พลตรี ชาคริต รุ่นพี่ ตท.28 นั่นเอง
ทั้งหมดนี้หาก พลตรี ยอดอาวุธ เต็มใจที่จะลงมาเติบโตในกองทัพภาค 4 ก็ถือว่าเป็นการเสียสละ ที่จะต้องลงมาอยู่ชายแดนใต้ท่ามกลางอันตรายและการถูกหมายหัว เพราะพลตรี ยอดอาวุธ สามารถเลือกที่จะกลับกรุงเทพฯ แล้วไปเติบโต ในสายบุ๋น ในกรมฝ่ายเสนาธิการ แล้วเข้า บก.ทบ. เติบโตในเส้นทางของรองเสนาธิการทหารบก และขึ้น 5 เสือ ทบ. ได้เช่นกัน
แต่ในขณะเดียวกัน หาก พลตรี ยอดอาวุธ ตัดสินใจ รับข้อเสนอการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา ในการลงมาเป็น รองแม่ทัพภาค 4 เขาก็จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของนายทหารสายบู๊ ที่สร้างความยำเกรงให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ ได้เช่นกัน เพราะในฐานะที่พลตรียอดอาวุธ ก็เติบโตมาในหน่วยกำลังรบ โดยเฉพาะหน่วยพร้อมรบเคลื่อนที่เร็ว RDF ร.31 รอ. จนขึ้นเป็น ผบ.ร.31 รอ. ซึ่งเป็นหน่วยเดียวกับพลเอก พนา ผบ.ทบ.
นอกจากนั้น เมื่อครั้งเป็นนายทหารเด็กๆ พลตรี ยอดอาวุธ ก็เคยลงมาปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้ ในนามของหน่วยเฉพาะกิจเพชราวุธ ซึ่งกำลังจากกองทัพภาค 1 ที่ถูกส่งลงมา เสริมกำลังกองทัพภาค 4 ตามนโยบายกองทัพบกที่ต้องการให้กองทัพภาคมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ในเวลานั้น
ดังนั้นหากพลตรี ยอดอาวุธ จะเปลี่ยนเส้นทางรับราชการทหาร จากกองทัพภาค 1 ลงไปอยู่ กองทัพภาค 4 ลงไปอยู่ชายแดนภาคใต้ ก็จึงไม่ใช่ครั้งแรก ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นระลอกที่สองแล้ว และหากในโผโยกย้ายครั้งนี้ พลตรียอดอาวุธ ลงมาเป็นรองแม่ทัพภาค 4 มาเป็นกองทัพใต้โดยสมบูรณ์ ก็จะถือเป็นสัญลักษณ์ ของการปฏิบัติการทางการทหาร ให้กลุ่มโจรใต้ จะได้มีความยำเกรง ประกอบกับเมื่อมีพลตรี ชาคริต ทหารรบพิเศษ ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 ในอนาคตอันใกล้
กองทัพภาค 4 ก็จะเข้าสู่ ยุคทหารสายบู๊ ทั้งรบพิเศษหมวกแดง และหมวกแดง ร.31 รอ. ทวงคืนศักดิ์ศรี ของทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ ปกป้องแผ่นดินไทยจากความพยายามในการแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มโจรใต้ ได้อีกด้วย
ซึ่งเป็นฉันทามติร่วมกันของระดับกลาโหมและกองทัพบกที่เห็นว่าแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนใต้จะต้องปรับเปลี่ยน ในเชิงรุกและเข้มข้นแบบสายบู๊มากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการที่ “เสธ.ปูด้วง” พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกและเลขาธิการ กอ.รมน. ประกาศท่าทีที่แข็งกร้าว การจัดการขั้นเด็ดขาด ด้วยวิธีไล่ล่า กลุ่มก่อความไม่สงบที่ก่อเหตุยิงถล่ม ทำ 5 ทหารพรานเสียชีวิต และประชาชนได้รับบาดเจ็บ
การพูดคุยสันติสุขก็ดำเนินต่อไปหากเป็นนโยบายรัฐบาล แม้ฝ่ายทหารจะไม่หวังผล เพราะรู้ดีว่ามาเลเซียก็ไม่ได้เอาขบวนการก่อความไม่สงบที่ได้มาเจรจากับฝ่ายไทย แต่ก็ต้องเจรจาเพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยึดแนวสันติวิธีแต่ในระดับปฏิบัติในพื้นที่กองทัพบกซึ่งหลักของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ต้องเข้มข้นขึ้น ในทุกมิติ
ขณะที่พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 และลงพื้นที่ มาด้วยกัน ก็เห็นพ้องกับแนวทางของพลเอก ชัยพฤกษ์ ที่จะเปลี่ยนนโยบายจากการเมืองนำการทหาร เป็นการเมืองควบคู่การทหาร และต้องคุมการเติบโตของกลุ่มก่อความไม่สงบ ให้เด็ดขาดมากขึ้น








