เคยไหม... ที่บางครั้งเราตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในอก ยามที่ทบทวนอดีตที่ผ่านมาแล้วพบว่าตัวเองเคยทำผิด ทำพลาด หรือล่วงเกินผู้คนไว้มากมาย จนความกลัวเริ่มกัดกินใจว่าคนบาปหนาเช่นเรา สุดท้ายคงหนีไม่พ้นขุมนรกเป็นแน่
ถ้าใครที่กำลังตกอยู่ในบ่วงแห่งความวิตกนี้ ในทางพุทธศาสนามีมุมมองอันลึกซึ้งที่ชวนให้ทอดถอนลมหายใจยาว ๆ ด้วยความเบาใจ เพราะกฎแห่งกรรมมิใช่คำพิพากษาที่ไร้ความปรานี หากแต่คือกลไกธรรมชาติที่ดำเนินไปตามเหตุและผล ซึ่งหมายความว่าตราบใดที่ยังมีลมหายใจ มนุษย์ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ได้เสมอก่อนจะสายเกินไป
หากพิเคราะห์ตามหลักพุทธศาสตร์ จะพบว่าไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นใหม่ พระพุทธองค์เคยตรัสอุปมาไว้อย่างลึกซึ้งว่า จิตของมนุษย์เปรียบเสมือนภาชนะใส่น้ำ ส่วนบาปกรรมเปรียบเหมือนเกลือ หากเราเพียรตักเกลือใส่แก้วน้ำทีละช้อน รสชาติย่อมเค็มจัดจนมิอาจดื่มกิน แต่หากในวันนี้เราคิดได้แล้วหยุดเติมเกลือ แล้วหันมาเทน้ำสะอาดอันหมายถึงบุญกุศล ความดี และการฝึกจิตลงไปในภาชนะนั้นสายแล้วสายเล่า น้ำสะอาดจำนวนมหาศาลย่อมเจือจางรสเค็มของเกลือจนแทบไม่เหลือหลอ ดังเช่นบทเรียนประวัติศาสตร์ของ “องคุลีมาล” ชายผู้เคยปลิดชีพมนุษย์มาเกือบพันคน บาปนั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าคนธรรมดาจะจินตนาการ แต่เมื่อท่านคิดได้ หยุดทำชั่ว แล้วหันมาบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง สุดท้ายก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยไม่ต้องตกนรกเลยแม้แต่น้อยนิด
นอกจากนี้ ในทางพระอภิธรรมยังได้อธิบายถึงช่วงเวลาสำคัญที่เรียกว่า “มรณาสันนวิถี” หรือจิตสุดท้ายก่อนที่ดวงจิตจะดับสูญเพื่อเปลี่ยนภพภูมิ สภาวะนี้ทำหน้าที่เสมือนนายทวารผู้เปิดประตูบานถัดไปให้กับชีวิต หากจิตสุดท้ายเศร้าหมอง เต็มไปด้วยความกังวล ความกลัว หรือภาพความชั่วร้ายในอดีตย้อนกลับมาฉายซ้ำ จิตย่อมดิ่งลงสู่ทุคติภูมิหรือนรกในทันที
ในทางตรงกันข้าม หากจิตสุดท้ายผ่องใส นึกถึงความดี ความสงบ หรือบุญกุศลที่เคยกระทำ จิตจะยกตัวเองขึ้นสู่สุคติภูมิ โลกมนุษย์ หรือสวรรค์ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องเร่งสร้าง “กุศลอาจิณกรรม” หรือความดีที่ทำจนเป็นนิสัยในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อฝึกจิตให้คุ้นชินกับความสว่างไสว เมื่อถึงวันสุดท้ายของชีวิต จิตดวงนั้นจะนึกถึงความดีงามได้เองโดยอัตโนมัติ และช่วยพยุงเราให้รอดพ้นจากปากเหวแห่งนรก แม้กรรมเก่าจะยังคงอยู่ แต่จะยังไม่มีโอกาสส่งผลในวินาทีนั้น
สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะกลับตัวและเริ่มต้น “รีเซ็ตจิต” เพื่อปิดประตูนรกตั้งแต่วินาทีนี้ หนทางปฏิบัติอันเป็นรูปธรรมเริ่มต้นจากการ “หยุดเติมพิษ” ด้วยการตั้งมั่นในศีล 5 เพื่อเป็นเกราะป้องกันชีวิต ควบคู่ไปกับการ “ปล่อยวางอดีต” เพราะการนั่งคิดซ้ำ ๆ ด้วยความตื่นตระหนกว่าตนเองต้องตกนรกแน่ ๆ นั้น ถือเป็นการทำร้ายตัวเองทางจิตวิญญาณและเป็นการสร้างกรรมหมองมัวซ้ำซ้อน
สิ่งที่ผ่านไปแล้วประดุจวันวานที่ตายจาก เราจึงควรหันมา “ถมความดีให้ท่วมท้น” ทั้งการให้ทาน รักษาศีล และสิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกเทศนาภาวนาทำสมาธิ ซึ่งเป็นบุญระดับสูงที่ช่วยขัดเกลาจิตใจให้เกิดความสงบนิ่งผ่องใสอย่างแท้จริง พร้อมทั้งหมั่น “ขออโหสิกรรม” อุทิศส่วนกุศลเพื่อบรรเทาแรงวิบากกรรม
ในความเป็นจริงแล้ว ความรู้สึกผิดและเกรงกลัวต่อบาปที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ ในทางธรรมเรียกว่า “หิริโอตตัปปะ” หรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ซึ่งมิใช่สิ่งเลวร้าย หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยอันประเสริฐที่บ่งบอกว่า เนื้อแท้ในตัวคุณยังคงเป็นคนดีอยู่ จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะปล่อยให้ความกลัวเหล่านั้นมากัดกินชีวิตจนหมดพลัง จงเปลี่ยนความกลัวในวันนี้ให้กลายเป็นพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ เพราะประตูสู่สวรรค์และความสงบในใจ มักเปิดต้อนรับผู้ที่กล้าหาญพอจะกลับตัวเสมอ
#ทางรอดคนบาป #ตายไปไม่ต้องตกนรก #วิธีหนีนรก #กฎแห่งกรรม #องคุลีมาล #จิตสุดท้าย #ข้อคิดธรรมะ #สยามรัฐ #สยามรัฐออนไลน์








