ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่การเมืองระหว่างประเทศถูกอธิบายด้วยการเลือกข้าง ย้อนกลับไปในยุคสงครามเย็น โลกแบ่งออกเป็นสองค่ายอย่างชัดเจน ทำให้ประเทศต่างๆ จำต้องเลือกระหว่างข้างสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพโซเวียต ซึ่งแน่นอนว่าการเลือกข้างไม่ใช่เพียงการตัดสินใจทางการทูต แต่เป็นการกำหนดชะตากรรมของประเทศในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมืองในระยะยาวด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดลงนานกว่า 30 ปี แต่แนวคิดเรื่อง "การเลือกข้าง" ก็ยังไม่เคยหายไปจากการเมืองระหว่างประเทศ การเลือกข้างจึงยังคงเป็นหัวข้อคลาสสิกในการพูดคุยเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเสมอมา ที่ต่างไปอาจเป็นเพียง “หัวหน้าค่าย” ที่เปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตรของอำนาจ จาก จากสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตในอดีต ก็เดินทางสู่ สหรัฐฯ กับจีน ในปัจจุบัน
แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เราอาจพบว่าภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ
ประเทศจำนวนมากไม่ตอบคำถามว่า "จะอยู่ฝ่ายไหน" อีกต่อไป หากแต่เปลี่ยนเป็นตั้งคำถามว่า "ทางเลือกใดจะสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศของตน"
แน่นอนว่าอาจเป็นผลลัพธ์ของการ “เลือกไม่ได้” หรือ “ไม่อยากเลือก” เพราะผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นต้องมาจากกลุ่มก้อน หรือการอยู่ในร่มเงาของค่ายใดค่ายหนึ่งอีกต่อไป
นี่คือหัวใจของแนวคิดที่นักวิชาการเรียกว่า ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Autonomy ที่หมายความถึงความสามารถที่จะกำหนดแนวทาง การตัดสินใจ และดำเนินงานเพื่อผลประโยชน์ของชาติตนได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องพึ่งพาอิทธิพลของมหาอำนาจอื่นมากนัก กล่าวง่ายๆได้ว่า เข้าสู่โหมดพึ่งตัวเองได้มากขึ้นและดีขึ้น ซึ่งอาจครอบคลุมหลายมิติ เช่น ด้านความมั่นคง การทหาร หรือแม้แต่เศรษฐกิจ
ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ จึงไม่ได้หมายถึงการวางตัวเป็นกลาง หรือการโดดเดี่ยวตัวเอง และไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในเวทีระหว่างประเทศ แต่อย่างใด ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆว่า ประเทศที่มี ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันก็สามารถค้าขาย ลงทุน หรือพัฒนาเทคโนโลยีกับจีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือสหภาพยุโรปได้ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ
การเมืองระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนแนวคิดนี้ออกมาอย่างชัดเจน หลายประเทศยอมรับตรงกันว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจจะดำรงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการรักษาความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์ไว้ให้ได้ เพื่อสร้างโอกาสจากทุกฝ่ายและลดความเสี่ยงจากทุกความขัดแย้ง
นี่คือเหตุผลที่เรากำลังเห็นอินเดียซื้อพลังงานจากรัสเซีย ขณะเดียวกันก็ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงกับสหรัฐฯ เวียดนามต้อนรับการลงทุนจากบริษัทอเมริกัน แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนอย่างแน่นแฟ้น ประเทศในอ่าวอาหรับก็มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับวอชิงตัน พร้อมกับเปิดรับการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานจากปักกิ่ง หรือแม้แต่การที่ NATO ได้หันมาพูดคุยกันมากขึ้นเรื่องการพึ่งพากันเองในยุโรป
เมื่อมองย้อนกลับมายังประเทศไทย แน่นอนว่า คำถามสำคัญในปัจจุบัน คือ "เราจะรักษาอิสระในการกำหนดอนาคตของเราเองได้อย่างไร"
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์หลายประการ ทั้งการมีที่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม การลงทุน และการเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก เราเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันจีนก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ แถมยังมีความสัมพันธ์เชิงสายเลือดผ่านลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน ยังไม่นับรวมประเทศอื่นๆที่ดีลกับเรามานานนม ด้วยแนวทางการทูตแบบไทยๆ เช่น ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนสำคัญ ยุโรปเป็นตลาดส่งออกที่มีมูลค่าสูง และอินเดียที่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
หากบริหารนโยบายต่างประเทศอย่างชาญฉลาด ความหลากหลายของความสัมพันธ์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์ได้เช่นกัน
ท้ายที่สุด โลกในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วเหมือนในอดีต แต่กำลังกลายเป็นโลกที่มีมหาอำนาจหลายศูนย์กลาง หลายเครือข่าย และหลายผลประโยชน์ ไปพร้อมๆกัน การดำเนินนโยบายแบบ "เลือกข้างครั้งเดียวแล้วจบ" จึงอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกต่อไป
แน่นอนว่า ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ อาจไม่ใช่คำตอบที่ได้มาง่ายๆ เพราะการจะได้มานั้นต้องรักษาสมดุลหลายมิติ และต้องมีความแข็งแรงเป็นของตนเองพอสมควร จึงจะสามารถรักษาจุดยืนของตนได้
ด้วยเหตุนี้ ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ จึงไม่ใช่เพียงนโยบายต่างประเทศ แต่เป็นผลลัพธ์ของความเข้มแข็งภายในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา ความมั่นคง และธรรมาภิบาล ที่จะทำให้ประเทศของเราแข็งแรง จนมีอิสระทางยุทธศาสตร์ได้อย่างมั่นคง โจทย์ที่ตามมา คือเราจะออกแบบนโยบายภายในประเทศในมิติต่างๆ ให้มีความสอดคล้องกัน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาติของเราได้อย่างไร
ฝากไว้ให้ช่วยกันคิดครับ
เอวัง








