คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
เมื่อเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2026 “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ได้ออกมาป่าวประกาศว่า “สงครามที่สหรัฐเข้าไปร่วมกับอิสราเอลจะยุติลง ก็ต่อเมื่ออิหร่านยอมออกมาประกาศพ่ายแพ้โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น”
แต่กลับดูเหมือนว่าข้อตกลงเอ็มโอยูระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในขั้นแรก ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศออกมาว่า เป็นชัยชนะของฝ่ายตน จนมีการเฉลิมฉลองกันที่พระราชวังแวร์ซาย ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่เจรจาเพื่อยุติและเป็นจุดสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง!!!
ณ ขณะนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ถือว่า การฉลองชัยชนะที่พระราชวังแวร์ซายมีความสำคัญที่มีเหตุการณ์สอดคล้องเหมือน ๆ กับการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เขาคุยโม้โอ้อวดต่อ “กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเจ็ดประเทศ” ในทำนองที่ว่า “ข้าพเจ้าทำสำเร็จแล้ว” ซึ่งกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเหล่านี้ ต่างหลงเชื่อคารมอันแสนคมคาย จนมีความคิดเห็นคล้อยตามประธานาธิบดีทรัมป์ไปอย่างง่ายดาย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมทั้งเจ็ดประเทศเคยออกมาประกาศต่อต้านสงครามอิหร่านด้วยซ้ำไป
จุดสำคัญของเอกสารข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำร่วมกัน ที่เรียกว่า Memorandum of Understanding ที่เรียกย่อ ๆ ว่า “MOU” ในครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่สหรัฐฯ ต้องแลกด้วย การจ่ายเงินให้แก่อิหร่านจำนวน 300 พันล้านดอลลาร์ เพื่ออิหร่านจะนำเอาเงินจำนวนนี้ไปฟื้นฟูบูรณะประเทศที่เกิดความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ (ข้อมูลจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ โดยแหล่งข้อมูลนี้มาจากการเสนอข่าวของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” หัวข้อ U.S. Details Agreement with Iran as Trump Departs G7 summit, June 18, 2026)
แต่ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2026 นี้ กลับปรากฏข่าวออกมาว่า มีเรือขนส่งน้ำมันเพียง 55 ลำเท่านั้น ที่กล้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามโดยเฉลี่ยแล้วจะมีเรือขนส่งน้ำมันผ่านทางช่องแคบแห่งนี้ถึงวันละ 135 ลำเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามการที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็น “chokepoint” หรือ เป็นจุดคอขวดที่สำคัญที่สุดของโลกในการขนส่งน้ำมัน โดยฝ่ายอิหร่านออกมาอ้างว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงที่ยอมปล่อยให้อิสราเอลยังออกมาเปิดฉากโจมตีทำสงครามกับ “กลุ่มฮิซบอลเลาะห์” ในเลบานอนโดยมีผู้เสียชีวิต 16 คน ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นใหม่หมาด ๆ ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
กลับกลายเป็นว่า อิสราเอลซึ่งเคยเป็นสหายร่วมสงครามของสหรัฐฯ ขณะนี้กลับทำตัวเป็นคอนเวิร์ส ทางใคร ทางมัน เดินแยกไปคนละทิศที่ดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมอิสราเอลได้เลย และการที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ประกาศเปิดไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้น มีผลทำให้เศรษฐกิจของโลกเกิดความปั่นป่วนชะงักงันงงงวยขึ้นมาอีกครั้ง ที่รวมถึงประชาชนคนอเมริกัน ที่ต้องพบกับความเดือดร้อนปั่นป่วนอีกครั้งหนึ่งด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเห็นได้อย่างแจ่มชัดเลยว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธอันแสนสำคัญของอิหร่าน โดยเมื่อใดก็ตามที่อิหร่านเกิดความไม่พึงพอใจต่อสหรัฐฯ ก็จะนำเอาการสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ มาเป็นเครื่องต่อรอง!!!
ส่วนกรณีที่มีข่าวรั่วไหลออกมาว่า “สหรัฐฯ ต้องจ่ายเงินให้แก่อิหร่าน 300 พันล้านดอลลาร์” นั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมากล่าวปฏิเสธในทำนองที่ว่า สหรัฐฯ มิได้ตกลงจ่ายอะไรให้แก่อิหร่าน เลยแม้แต่เซนต์เดียว เพราะข้าพเจ้าไม่กระทำเหมือนกับ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” (การทำข้อตกลงระหว่างประธานาธิบดีบารัก โอบามา กับ อิหร่าน เมื่อปี ค.ศ. 2015 ครั้งนั้นมีความเกี่ยวโยงกับ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และกลุ่มอียู ในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน)
ส่วนการที่มีข่าวเล็ดลอดออกมาในเรื่องที่สหรัฐฯ จะต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลให้แก่อิหร่านนั้น แกนนำของพรรครีพับลิกันหลาย ๆ คนได้ทำการประท้วงต่อประธานาธิบดีทรัมป์กันอย่างรุนแรง โดยนักการเมืองที่ออกมาประท้วงในครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นแกนนำที่เป็นนักการเมืองคนสำคัญ ๆ ของพรรครีพับลิกันแทบทั้งสิ้น โดยนักการเมืองเหล่านี้มีได้แก่ “วุฒิสมาชิกเท็ด ครูซ” จากรัฐเท็กซัส “วุฒิสมาชิกบิล แคสซิดี” จากรัฐหลุยเซียนี “วุฒิสมาชิกทอม คอตตอน” ประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายข่าวกรอง และ “วุฒิสมาชิกโรเจอร์ วิคเคอร์” จากรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยนักการเมืองกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้แสดงเจตจำนงต้องการที่จะถอนตัวออกจากการสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถือเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โตมากเลยทีเดียว
แถมยังมีนักการเมืองอีกจำนวนไม่น้อย ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยพวกเขากล่าวอ้างว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ ขาดแผนการที่รอบคอบในการนำพาสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม จนมีผลทำให้ทหารอเมริกันต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ตามติดมาด้วยการเสียภาพลักษณ์ที่ดีที่สหรัฐฯ เคยมีไปในวงกว้าง และยังสร้างให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจบนโลกอย่างมากมายมหาศาล ที่อาจจะมีผลทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม ที่จะมีขึ้นในอีกสี่เดือนกว่า ๆ อีกด้วย”
นักการเมืองกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลในพรรครีพับลิกันยังกล่าวอ้างต่อไปอีกว่า “หากข้อตกลงในการเจรจาของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สำเร็จผล สหรัฐฯ อาจต้องกลับไปบอมบ์อิหร่านอีกครั้งหนึ่ง ที่ดู ๆ ไปแล้วสงครามครั้งนี้จะต้องยืดเยื้อออกไปไม่มีวันจบสิ้น และช่องแคบฮอร์มุซก็อาจจะไม่มีวันเปิดขึ้นมาได้อีกเลย” โดยนักการเมืองเหล่านี้ได้อ้างเหตุผลในทำนองว่า “ดูเหมือนว่าขณะนี้อิหร่านกำลังถือไพ่เหนือกว่า และถือได้ว่า อิหร่านชนะสงคราม แถมยังมีชัยชนะในการเจรจาที่เหนือกว่าสหรัฐฯ อีกด้วยซ้ำไป” โดยนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลกลุ่มนี้ยังอ้างต่อไปอีกด้วยว่า “อิหร่านส่งแร่ธาตุที่ใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ออกไปนอกประเทศแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015”
การที่สงครามอิหร่านมีความยาวนานยืดเยื้อออกไปมากเท่าใด ชาวอเมริกันก็ยิ่งเพิ่มการต่อต้านมากขึ้นทุกทีทุกที จากการหยั่งเสียงของสำนักหยั่งเสียง “พิว” ที่ได้รับความเชื่อถือสูงเปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวอเมริกัน 61% ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน โดยมีฐานเสียงของพรรคเดโมแครตออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยถึง 90% ส่วนฐานเสียงของพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนนิยมชมชอบต่อประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความเห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน อยู่ที่ 70% เท่ากับว่าขณะนี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ในสภาวะแตกแยก แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย
ส่วนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในอีกสี่เดือนกว่า ๆ ข้างหน้านี้ ปรากฏออกมาว่า ขณะนี้พรรคเดโมแครตกำลังได้เปรียบ ที่ได้สร้างความกังวลใจให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ค่อนข้างสูง ที่เรื่องนี้อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาต้องการที่จะปิดดีลสงครามอิหร่านให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!!!
ในกรณีการเข้าไปร่วมประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเจ็ดประเทศ ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำคัญตัวเองผิดพลาด ออกมาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อิตาลีว่า “นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมลี” ของอิตาลี หลงใหลได้ปลื้มตนเองจนออกมาพูดอ้อนวอนขอให้ถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งเมื่อคำสัมภาษณ์ที่เขามิได้ทั้งกลั่นทั้งกรองนี้เผยแพร่ออกมา แน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรีสุภาพสตรีของอิตาลีเป็นอย่างมากมาก โดยเธอออกมาโต้ตอบผ่านสังคมออนไลน์แทบจะทันท่วงทีว่า “ทรัมป์เป็นฝ่ายแต่งเรื่องขึ้นมาเอง” อีกทั้งนายกรัฐมนตรีอิตาลีได้แสดงความแข็งกร้าวออกมาต่อว่า “ทั้งฉันและอิตาลีไม่เคยอ้อนวอนใคร” การตอบโต้ของนายกรัฐมนตรีอิตาลีในครั้งนี้ ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองของอิตาลีเป็นอย่างมาก ซึ่งคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ ถือเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของประเทศอิตาลีเป็นอย่างมาก
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นอย่าลืมว่าประเทศอิหร่าน ก็มีเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานเทียบเท่ากับประเทศจีน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมจะมีของดี ๆ อยู่มาก อีกทั้งการรีบร้อนต้องการที่จะถอยฉากของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ที่ลงนามยุติสงคราม 60 วัน ก็นับได้ว่าเป็นการลงนามที่มิได้ไตร่ตรองให้ดี เพราะเวลาแค่เพียง 60 วันเป็นเวลาที่สั้นมากๆ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการเจรจาที่มีระหว่าง “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” กับอิหร่าน ที่ครั้งนั้นต้องใช้เวลาถึงสองปี
ฉะนั้นการลงนามในเอ็มบียูครั้งนี้ นับว่าสั้นมากๆ ที่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ และสงครามย่อมจะระเบิดขึ้นได้อีกตลอดเวลา แถมการที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีความอดกลั้นที่ค่อนข้างสั้น ฟิวส์ขาดระงับสติอารมณ์ไม่ค่อยอยู่บ่อย ๆ ครั้ง และเมื่อใดก็ตามที่การเจรจาเกิดหยุดชะงักลง ประธานาธิบดีทรัมป์ก็มักจะออกมากล่าวข่มขู่ว่า จะเปิดฉากถล่มอิหร่านรอบใหม่ มีผลทำให้ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน แถมชาวอเมริกันยังไม่มีความอดทนมากเท่าที่ควร
และตราบใดก็ตามที่อิหร่านยังคงเอาช่องแคบฮอร์มุซมาเป็นเครื่องต่อรอง จนมีผลทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจทั้งของแพงและสภาวะเงินเฟ้อ ก็ยิ่งสร้างความไม่พึงพอใจให้แก่พวกเขามากยิ่ง ๆ ขึ้น ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้คงจะต้องจับตาดูกันในการเลือกตั้งกลางสมัยว่าอะไรจะเกิดขึ้นประธานาธิบดีทรัมป์ จะได้ไปต่อ หรือว่า พอเพียงแค่นี้ละครับ








