ตลาดน้ำมันดิบโลกก่อนเปิดการซื้อขายในวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569 ยังคงอยู่ในภาวะผันผวนสูง หลังราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) และน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลดลงแรงในการซื้อขายวันศุกร์ที่ผ่านมา จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน ภายหลังมีรายงานว่าจีนเริ่มผลักดันการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน
แม้แรงขายจะกดดันตลาดในระยะสั้น แต่ราคาน้ำมันยังคงปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่านักลงทุนยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย
WTI ปิดร่วงกว่า 3% แต่ยังบวกแรงทั้งสัปดาห์
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายน ปิดตลาดวันศุกร์ (24 ก.ค.) ลดลง 2.88 ดอลลาร์ หรือ 3.12% ปิดที่ 89.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังนักลงทุนเทขายทำกำไรจากการพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตลอดทั้งสัปดาห์ WTI ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8.27% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ด้านน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 3.91 ดอลลาร์ หรือ 3.88% ปิดที่ 96.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 10% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
จีนเดินหน้าดันเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน กดแรงซื้อระยะสั้น
ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันในช่วงปลายสัปดาห์ คือกระแสข่าวว่าจีนเริ่มผลักดันให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพอีกครั้ง หลังการเจรจาหยุดชะงักมาระยะหนึ่ง
ข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนคาดหวังว่า หากการเจรจามีความคืบหน้า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจผ่อนคลายลง และอาจช่วยลดแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้เกิดแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นต่อเนื่องหลายวัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังไม่ได้ประเมินว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้แรงขายยังคงจำกัดเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ยังดำรงอยู่
ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยหลักหนุนราคาน้ำมัน
แม้จะมีความหวังเรื่องการเจรจา แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดอย่างมาก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากหลายเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่
- การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
- ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การโจมตีเรือขนส่งในทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตี
- ความกังวลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดกังวลว่าอุปทานน้ำมันโลกอาจได้รับผลกระทบ หากความขัดแย้งขยายวงกว้างมากขึ้น
ทรัมป์ขู่ตอบโต้ครั้งใหญ่ หลังเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี
อีกประเด็นที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด คือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านและกลุ่มฮูตี หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง
ขณะเดียวกัน อิหร่านยังเพิ่มแรงกดดันผ่านกลุ่มฮูตี โดยขู่ว่าจะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน
ช่องแคบบับเอลมันเดบถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดการปิดเส้นทางดังกล่าวจริง จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก
นอกจากนี้ กลุ่มฮูตียังประกาศเดินหน้าปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของการขนส่งน้ำมันในภูมิภาค
วิเคราะห์แนวโน้มตลาดน้ำมันก่อนเปิดวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569
บรรยากาศการลงทุนช่วงเปิดสัปดาห์มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยมีแรงกดดันจากความหวังในการฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ขณะที่แรงหนุนยังมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทานน้ำมันที่ยังเปราะบาง
หากไม่มีพัฒนาการเชิงบวกจากการเจรจาสันติภาพ หรือเกิดเหตุโจมตีเพิ่มเติมในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกครั้ง เนื่องจากตลาดยังคงให้ "ค่าความเสี่ยง" (Risk Premium) ต่อสถานการณ์ในภูมิภาคนี้ในระดับสูง
นักลงทุนจึงควรจับตา 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน สถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบ รวมถึงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการตอบโต้ทางทหารในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาน้ำมันในช่วงต้นสัปดาห์นี้








