คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล
“ขี่ควายขี่เก๋งก็เหมือนกัน ก็พระจันทร์ดวงเดียว” เพลงฮิตเมื่อ 69 ปีก่อน สะท้อนชีวิตของคนไทยในบ้านนอกและเมืองกรุงครั้งอดีต ที่อาจจะไม่มีให้เห็นอีกแล้วในเวลาปัจจุบันนี้
ในยุค “เบบี้บูม” คือประมาณ 79 ปีก่อน ซึ่งหมายถึงยุคสมัยที่มีเด็กเกิดมาก ๆ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขยายตัวของเขตเมืองต่าง ๆ เนื่องด้วยมีการไปมาหาสู่กันที่สะดวกขึ้น จากการตัดถนนไปยังภูมิภาคและจังหวัดต่าง ๆ คนในชนบทนิยมเดินทางไปหางานทำในกรุง ทำให้เมืองกรุงเริ่มแออัด เกิดปัญหาสังคมและมลภาวะต่าง ๆ ตามมา เช่น ชุมชนแออัด การจราจร น้ำเน่า และอากาศเสีย นโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างความสุขให้กับประชาชนก็คือเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น อย่างเช่นนโยบายของรัฐบาลที่บอกว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” ซึ่งก็ทำให้ประชาชนเคลิบเคลิ้มได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
ผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้คนที่เป็น “ปลาสองน้ำ” คือมีถิ่นที่อยู่ย้ายไปย้ายมาระหว่างชนบทกับในเมือง จึงได้เห็นความแตกต่างระหว่างการพัฒนาเมืองกับชนบทนั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลที่ทุ่มเทให้แต่ละพื้นที่นั้น โดยจะมองเฉพาะนโยบายในการสร้างความสุขให้แก่ประชาชน ที่รัฐบาลไทยดูจะพยายามเอาอกเอาใจประชาชนเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นก็ได้สร้างปัญหาให้กับประชาชนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
เริ่มจากในเขตเมืองคือกรุงเทพฯ ที่ผู้เขียนเกิดใน พ.ศ. 2496 ผู้เขียนมีอายุได้ 4 ขวบ รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีนโยบายด้านสังคมสงเคราะห์อย่างเข้มข้น เริ่มจากที่อยู่อาศัยก็มีการสร้างบ้านให้ประชาชนเช่าราคาถูก ๆ เรียกว่า “บ้านและอาคารสงเคราะห์” เริ่มที่ดินแดง แล้วขยายมาที่ห้วยขวาง ค่าเช่าเดือนหนึ่งเพียงร้อยกว่าบาท แต่ที่ผู้เขียนชอบมากก็คือ “ศูนย์เยาวชน” ที่มีพื้นที่ในการละเล่นของเด็กหลายอย่าง ที่จำได้ดีก็คือปิงปอง มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลจัดคิวให้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีห้องพักสำหรับคนที่มาจากต่างจังหวัดให้พักอาศัยชั่วคราว สำหรับผู้ที่มาจากชนบทเพื่อหางานทำ
กระนั้นก็ยังไม่พอเพียง จึงมีผู้มองเห็นช่องทางที่จะสร้างรายได้กับการหาที่อยู่ให้กับคนเหล่านี้ เกิดธุรกิจ “แบ่งห้องให้เช่า” กระจายไปตามย่านที่แรงงานเหล่านี้หลั่งไหลเข้ามา รวมถึงย่านศูนย์กลางการคมนาคม คือรถไฟกับ บ.ข.ส. เช่น ที่หัวลำโพงและตลาดหมอชิต ต่อมาพอชาวชนบทเหล่านี้ได้งาน บ้างก็มาสร้างครอบครัวขึ้นในกรุงเทพฯ บ้างก็อพยพครอบครัวจากชนบทเข้ามาอยู่ด้วย ห้องเช่าเล็ก ๆ จึงไม่พออยู่ มีการกระจายตัวไปบุกรุกพื้นที่สาธารณะ เช่น ตามริมถนนและแม่น้ำลำคลอง สร้างเพิงพักจนถึงที่อยู่ถาวร แต่ด้วยความเร่งรีบและวัสดุแบบลำลอง จึงทำให้เกิด “สลัม” หรือ “ชุมชนแออัด” ขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วกลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมให้รัฐบาลในสมัยต่อมาต้องปวดหัว จนถึงปัจจุบันก็มีการแก้ปัญหานี้ด้วยการพยายามจัดระเบียบและสร้างที่พักให้สวยงาม เช่น เป็นบ้านปรับปรุงขึ้นใหม่ตามแนวชายคลอง ที่เรียกว่า “บ้านมั่นคง” เป็นต้น กระนั้นเราก็ยังเห็นชุมชนแออัดนี้กระจายตัวไปทั่ว รวมถึงในหลาย ๆ จังหวัดก็เลียนแบบ คือมีสลัมเกิดขึ้นโดยทั่วไป สมกับคำกล่าวที่ว่า “ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้” โดยแท้
ใน พ.ศ. 2498 ผู้เขียนได้ย้ายไปอยู่ที่ชนบท ในอำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ได้เห็นความเอาใจใส่ของรัฐบาลต่อประชาชนที่น่าสนใจหลายอย่าง สิ่งแรกก็คือบ่อน้ำบาดาลแบบคันโยก อยู่ตรงกลางหมู่บ้านที่ข้าง ๆ ศาลาประชาคม บ่อนี้สร้างง่าย ๆ ปู่บอกว่ามีรถบรรทุกมาใช้เครื่องเจาะลงไป เจาะอยู่ 2 วันก็มีน้ำสะอึกออกมา (คือไม่ได้พุ่งออกมาแบบน้ำพุ แต่ไหลแล้วหยุดเป็นพัก ๆ ไม่มากนัก) จากนั้นก็เทปูนเป็นลานวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางสัก 2 เมตร เอาคานโยกมาเสียบที่ปลายท่อที่โผล่สูงขึ้นมาสัก 1 เมตร แล้วเอาป้ายไม้ทาสีขาว เขียนตัวหนังสือสีน้ำเงินว่า “สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท” มาปักไว้ข้างลานซีเมนต์ วันรุ่งขึ้นจึงให้ชาวบ้านมาลองโยก ปู่บอกอีกว่าสองวันแรกน้ำยังขุ่น ต้องรอมาวันที่สามจึงใสพอใช้ได้ แต่ใช้อยู่สัก 5 วัน น้ำก็ไม่ไหล ตอนที่ผู้เขียนไปอยู่นั้นบ่อนี้สร้างมาได้ปีกว่า และน้ำก็ไม่ไหลมานานแล้ว คานโยกนั้นขึ้นสนิม ต่อมาก็อันตรธานหายไปทั้งคานโยกและลานซีเมนต์นั้น
อีกสิ่งหนึ่งคือโรงเรียน สมัยนั้นเรียกว่าโรงเรียนประชาบาล ต้องเรียกว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับราษฎรไทย ยิ่งราษฎรในชนบทด้วยแล้วยิ่งเห็นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ไม่เพียงแต่มีขนาดใหญ่โตโอ่อ่าสวยงามแล้ว ยังหมายถึง “ความเจริญ” ที่เข้ามาสู่หมู่บ้าน ที่รวมถึงตัวลูก ๆ หลาน ๆ ของชาวบ้าน จะได้เป็น “ผู้เจริญ” เพราะได้รับความรู้จากครู ซึ่งลูก ๆ หลาน ๆ เหล่านี้ก็จะได้มาสร้างความเจริญให้กับหมู่บ้านต่อไป
(ตัวอาคารโรงเรียนมี 5 ห้อง สร้างด้วยไม้ ยกพื้นสูงสัก 1 เมตร หลังคาสังกะสี แต่ละห้องขนาด 4 คูณ 4 เมตร มีระเบียงข้างหน้าเชื่อมห้องทั้งหมดนั้น ห้องตรงกลางคือห้องพักครูและตัวสำนักงานโรงเรียน มีครูใหญ่คนหนึ่งและครูน้อย 3 คน สอนคนละชั้นเรียน คือมีชั้นเรียน ป.1 ถึง ป.4 ชั้นละ 1 ห้อง พอดีกับจำนวนครู ห้องน้ำไม่มี ต้องลงไป “เข้าป่า” หลังโรงเรียน อ้อ แล้วมีบ้านพักครู 1 หลังให้ด้วย ซึ่งมีห้องน้ำอยู่ใต้ถุนข้างล่าง แต่ที่สวยงามโดดเด่นมากก็คือเสาธงเหล็กหล่อ สูงประมาณ 6 เมตร มีธงชาติพลิ้วสะบัดที่บนยอดนั้น)
หมู่บ้านนี้สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กว่าจะมีไฟฟ้าใช้ก็ตอนที่ผู้เขียนมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านใน พ.ศ. 2517 รวมถึงถนนลาดยางมะตอยที่พอขี่จักรยานสวนกันไปมาได้ ส่วนศาลาประชาคมกลางหมู่บ้าน ที่เคยมีบ่อบาดาลอยู่ข้าง ๆ นั้นก็ยังมีอยู่ แต่ฝาและพื้นไม้กระดานรวมทั้งสังกะสีมุงหลังคาก็พุพังไปเกือบหมด แต่ตัวโรงเรียนนั้นน่าจะมีการซ่อมแซมอยู่เป็นระยะ รวมทั้งได้สร้างห้องน้ำขึ้นหลังโรงเรียน แต่ก็ต้องใช้แรงงานนักเรียนช่วยกันทำความสะอาด
ปัจจุบันเมื่อ 2 ปีก่อน ผู้เขียนได้กลับไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง ถนนหนทางก็ดีขึ้นมาก มีขนาดกว้างขึ้น และเทด้วยคอนกรีต มีเสาไฟฟ้าติดหลอดไฟให้แสงสว่าง ศาลาประชาคมนั้นหายไป กลายเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ กลางหมู่บ้าน เมื่อไปดูโรงเรียนก็ปรับปรุงดูดีขึ้นมาก หลังคาเปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้อง มีสนามกีฬาและสวนสวย ๆ เสียแต่ว่าจำนวนนักเรียนลดลง โดยทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการจะให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ยุบไป แล้วให้ไปเรียนกับโรงเรียนที่ใหญ่กว่า ดีที่ว่าเดี๋ยวนี้การเดินทางไปหมู่บ้านต่าง ๆ สะดวกขึ้นมาก มีทั้งรถมอเตอร์ไซค์และรถสองแถว รวมถึงรถอีแต๋นหรือรถไถพ่วงนั่ง และจักรยานก็ราคาไม่แพง ทำให้ภาระเรื่องย้ายโรงเรียนหรือจะเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของชาวบ้านอีกต่อไป
ที่ผู้เขียนรำพึงรำพันถึงการสร้างความเจริญในเมืองกับในชนบทมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะเทียบให้เห็นว่า ที่สุดแล้วชนบทก็ได้กลายเป็นเมือง ส่วนในเมืองอย่างที่กรุงเทพฯ นี้ก็ขยายตัวไม่ออก และยิ่งทำให้มีปัญหาตามมาอีกมากมาย คนในชนบทหลายคนก็คาดหวังว่าหมู่บ้านของตนจะมีความเจริญแบบในเมือง แต่หารู้ไม่ว่าคนในเมืองก็ถวิลหาชีวิตแบบเดิม ๆ ในชนบทนั้นมาก อยากหลีกหนีความวุ่นวายจากชีวิตในเมืองไปอยู่ยังบ้านนอก แต่บ้านนอกก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวเป็นอย่างยิ่งให้กับรัฐบาล
ความจริง “ปัจจัย” หรือสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแต่เกิดขึ้นจากความต้องการของประชาชนทั้งสิ้น และรัฐบาลก็พยายามที่จะ “เอาอกเอาใจ” หรือนำเสนอ “สิ่งดี ๆ” คือความสุขความสบายต่าง ๆ ให้กับชาวบ้าน เพียงแต่ว่ายังขาดความสมดุลหรือ “ความพอดี” ที่จะให้เป็นที่พอใจของทุกคนทุกฝ่าย
ชีวิตทุกชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงไป บ้านเมืองก็เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง อย่าเป็นทุกข์ถ้าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เพราะเรานี่เองที่เปลี่ยนแปลงบ้านเมือง และจะต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นต่อไป
ภาพประกอบสร้างขึ้นโดยAI








