คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
คนกรุงเทพฯมาใช้สิทธิ์น้อยไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่อาจจะดูน่าอับอายถ้าวัดระดับความเป็นประชาธิปไตย
ขณะที่เขียนบทความนี้การรวมผลคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกับสมาชิกสภากรุงเทพฯยังนับไม่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีการสรุปตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์ว่าน่าจะมีเพียง 49 เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ไม่ถึงครึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งถ้าเป็นการเลือกตั้งตามทฤษฎีของความเป็นประชาธิปไตย โดยยึดหลักคะแนนเสียงข้างมากที่ต้องเกินกึ่งหนึ่ง ก็ “สอบตก” หรือไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเท่าใดนัก
ทฤษฎีความเป็นประชาธิปไตยที่ยึดหลักคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งนี้ เป็นเพียงเสี้ยวส่วนของความเป็นประชาธิปไตย หลาย ๆ ประเทศก็ไม่ได้เคร่งครัด(จะมีบ้างก็เช่นฝรั่งเศสในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่ถ้าหากว่าในรอบแรกผู้ชนะได้เสียงไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องมีการเลือกตั้งรอบสอง เอาคนที่ชนะที่ 1 และที่ 2 ในรอบแรกมาแข่งขันกัน เพื่อให้ได้คนที่มีคะแนนมากเกินกึ่งหนึ่งขึ้นไป) เพราะหัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือ “การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมือง” นั้นมากกว่า โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่นในหมู่ประชาชนทั่วไป(ที่ไม่ใช่นักการเมืองนี้) ก็เริ่มตั้งแต่การวิพากษ์วิจารณ์และมีปฏิกิริยาโต้ตอบทางการเมือง ความเอาใจใส่ในการรักษาผลประโยชน์สาธารณะ การร่วมรณรงค์ทางการเมือง ไปจนถึงการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนี้
ดังนั้น ถ้าวัดระดับการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ ก็ยังถือว่ามีระดับความเป็นประชาธิปไตยใช้ได้อยู่ เช่น การเป็นคนขี้บ่นทุกเรื่องรอบตัว ตำหนิด่าว่านักการเมืองอยู่ตลอด อันเป็นการแสดงถึงความสนใจทางการเมืองและการรักษาผลประโยชน์สาธารณะ(แม้ว่าหลายเรื่องจะมาจากเรื่องส่วนตัว) ไปจนถึเวลาที่มีม็อบก็ออกมาร่วมกันเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นชัตดาวน์กรุงเทพฯอยู่บ่อย ๆ (ยุคนี้เมื่อมีโซเชียลมีเดีย ถ้าใครอยู่ในกลุ่มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ยิ่งหลาย ๆ กลุ่ม ก็จะยิ่งเห็นว่าคนกรุงเทพฯนี้ขี้บ่นและหงุดหงิดกับการเมืองมากมายมหาศาล ที่ต่อไป “ดิจิตอลม็อบ” เหล่านี้ อาจจะชัตดาวน์ได้ทั้งประเทศเลยก็ได้) แม้ว่าในการเลือกตั้งต่าง ๆ จะมาใช้สิทธิ์กันค่อนข้างน้อยอยู่เป็นประจำ แต่ก็ยังดีที่มีความ “รู้สึกรู้สา” ไม่เป็นคนที่ “ตายด้านทางการเมือง” อย่างที่มีคนกลัว ๆ กัน
ขอไปดูที่การมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ที่มีการเลือกตั้งโดยตรงครั้งแรกใน พ.ศ. 2489 คนกรุงเทพฯมีคนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยกว่าคนต่างจังหวัดเสมอมา โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 35 - 40 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่ค่าเฉลี่ยผู้มาใช้สิทธิ์ทั่วประเทศก็มีราว 55 - 60 เปอร์เซ็นต์ และในยุคร่วมสมัยกับผู้เขียนที่คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน คือเกิดหลัง พ.ศ. 2500 หรือมีอายุประมาณ 60 ปีกว่า ๆ ก็เคยเจอว่าในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2522 คนกรุงเทพฯมาใช้สิทธิ์แต่ 22 เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ในขณะที่คนต่างจังหวัดมีค่าเฉลี่ยเกือบ ๆ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ถ้าเป็นการเลือกตั้งระดับประเทศ คือเลือก ส.ว.และ ส.ส. ก็มีเปอร์เซ็นต์ขยับขึ้นมาที่ 60 กว่าโดยตลอด รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯมหานครก็ขยับขึ้นมาเป็นในจำนวนใกล้เคียงกัน โดยในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2556 ที่ได้ผู้ว่าฯชื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าฯในรอบที่สองนั้น มีผู้มาใช้สิทธิ์ถึง 63.38 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเลือกตั้งในปี 2565 ที่ได้นายชัชชาติมาเป็นผู้ว่าฯในรอบแรกก็มีผู้ใช้สิทธิ์ถึง 60.73 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ในครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์ประมาณ 49 เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เท่านั้น
ความจริงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีความคึกคักมาตั้งแต่การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2528 ที่ “มหาจำลอง” พลตรีจำลอง ศรีเมือง ลาออกจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยท่านมีชื่อเสียงโด่งดังในการรณรงค์กฎหมายการทำแท้งเสรี อีกทั้งเป็นชาวมังสวิรัติที่เคร่งครัด “กินวันละมื้อ อาบน้ำวันละ 5 ขัน” ผู้คนจึงฮือฮาในความสมถะต่าง ๆ โดยเฉพาะป้ายหาเสียงเลือกตั้งก็ใช้ฝาเข่งและถุงกระดาษมาติดเบอร์แขวนไว้ตามข้างถนน จนถูกผู้สมัครบางคนดูถูกถากถาง ก็ยิ่งทำให้เด่นดัง จนชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเกือบ 5 แสนคะแนน รวมถึงครั้งต่อมาใน พ.ศ. 2533 ที่มหาจำลองก็ลงแข่งอีกครั้ง และได้คะแนนกว่า 7 แสนคะแนน โดยท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กูรูการเมืองในสมัยนั้นเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “มนุษย์ต่างดาว”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ อธิบายว่าพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้สร้าง “ความตื่นเต้น” ให้กับคนไทยไม่เฉพาะแต่กับคนกรุงเทพฯเท่านั้น เหมือนว่าเป็น “อีที” (E.T. = Extra-Terrestrial) ซึ่งมาจากต่างดาว คือสิ่งที่ “เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก็ไม่เคยพบเคยเห็น” ต่อมาผู้เขียนได้นำความคิดนี้ไปอธิบายวิเคราะห์การเลือกตั้งในครั้งต่าง ๆ เรื่อยมา รวมถึงเมื่อครั้งที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2565 ซึ่งแกก็ชอบทำอะไร “แปลกประหลาด” เป็นต้นว่า แต่งตัวง่าย ๆ สบาย ๆ ใส่เสื้อกล้าม นุ่งกางเกงขาสั้น ใส่รองเท้าแตะ หิ้วถุงขนมหรือกับข้าว ทำท่าขึงขังเข้มแข็ง พร้อมกับมีข้อความประกอบภาพว่า “ผู้เข้มแข็งที่สุดในปถพี” ก็กลายเป็นที่ฮือฮาเอามาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีโซเชียลมีเดียเข้าช่วย ก็ยิ่งทำให้กลายเป็นคอนเท้นต์อย่างดี และทำให้เป็นไวรัลอยู่ตลอดเวลา ที่สุดก็ชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึง 1,380,000 กว่าเสียง สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในตอนนั้น มาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ก็น่าจะมีคะแนนถึงเกือบ 1 ล้าน 5 แสนเสียง ก็จะเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ต่อไป
อย่างไรก็ตามก็ยังมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าครั้งก่อนมาก คือหายไปประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ เทียบกับจำนวนผู้มีสิทธิ์ที่มี 4 ล้านคนเศษนั้นก็คอ 4 แสนเศษ ๆ ถามว่าคนกรุงเทพฯจำนวนเกือบครึ่งล้านนี้ “หายไปไหน?” คำตอบก็คือคนจำนวนนี้คือคนที่ “ไม่รู้จะไปเลือกทำไม” โดยพวกเขาคิดว่ายังไงนายชัชชาติก็ชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอนอยู่แล้ว อีกทั้งคู่แข่งก็ไม่มีความโดดเด่นเพียงพอ ส่วนคนที่เลือกนายชัชชาติก็คือพวกชอบ “ดูหนังซ้ำ” พระเอกยังเล่นพอใช้ได้ แม้ว่าจะทำตามที่เคยสัญญาเมื่อปี 2565 ไม่ได้หลายอย่าง แต่ก็มีข้อบกพร่องไม่เด่นชัด คนกรุงเทพฯ(รวมถึงคนไทยส่วนใหญ่) “ไม่ชอบเสี่ยง” หรือมีความอนุรักษ์นิยมอยู่มาก ที่สำคัญก็คือมีความรู้สึกไม่เชื่อมั่นว่า บรรดาผู้สมัครที่เสนอตัวมาเป็นคู่แข่งจะมี “ความเก่งกล้าสามารถพอ” ที่จะทำงานได้ “พอไว้ใจได้” แบบนายชัชชาติ จึงขอเลือกนายชัชชาตินี้ไปก่อน แบบ “เพล์เซฟ” คือ “ปลอดภัยไว้ก่อน” นั่นเอง
ในอีก 4 ปีข้างหน้า ถ้าจะมีใครคิดหาญกล้าลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คงจะต้องเป็นคนที่มีความโดดเด่นเป็น “มนุษย์ต่างดาว” ที่จะมีภาพลักษณ์ที่เหนือกว่านายชัชชาติ(ที่ไม่น่าจะลงสมัครได้อีกตามกฎหมายที่ห้ามดำรงผู้ว่าฯติดต่อกันเกิน 2 สมัย) เพียงแต่จะมีการนำเสนออะไรมาสร้างความเป็นมนุษย์ต่างดาวนั้นมากกว่า หรือมีใครไปสร้างให้ ( อย่างคำว่า ผู้ว่าฯฝาเข่ง สมัยมหาจำลอง หรือผู้ว่าฯกอริลล่า สมัยนายชัชชาติ) รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดพลังสูงสุด และต้องระมัดระวังไม่ไปสร้างคอนเท้นต์หรือเนื้อหาในการหาเสียงที่ไปทำร้ายคนอื่น (เช่น ในครั้งนี้มีผู้สมัครคนหนึ่งที่ทำท่าจะเป็นคนที่ได้คะแนนเยอะ ก็ต้องตกม้าตายตั้งแต่วันที่ไปสมัครรับเลือกตั้ง เพียงเพราะไปให้สัมภาษณ์ “ด้อยค่า” เพศหญิง เป็นต้น)
อีกอย่างหนึ่ง คนไทยและรวมถึงคนกรุงเทพฯด้วยนี้ ชอบคนที่ “เสมอต้นเสมอปลาย” ไม่ใช้พวกที่ดูดีตอนแรกแล้วไป “ดีแตก” เอาภายหลัง อย่างนายชัชชาตินี้แกก็เป็นคนสนุกสนานร่าเริงอยู่เสมอ น้ำท่วม รถติด มีอุบัติเหตุ ฯลฯ ก็ “ตามไปดู” ทุกแห่ง เป็นคนเข้าถึงง่าย ใครจะดุด่าว่าร้ายยังไงก็อดทน บางทีคนก็แอบสงสาร ด้วยคนไทยนั้นเป็นใจแบบนี้อยู่แล้ว แต่อย่าได้ทำอะไรชั่ว ๆ ออกมา ทีนี้รับรองว่า “วอดวาย” ไปอีกนานเลยทีเดียว
ขอให้ดูนักการเมืองบางตระกูลเป็นตัวอย่าง ที่บาปเคราะห์ไม่ได้ตกแก่แค่ตัวพ่อตัวแม่ แต่ยังตามมาถึงลูกและหลาน และย้อนไปถึงปู่ย่าตาทวดนั่นเลยทีเดียว !








