ดร.สุขทิพย์ สุขใส บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง ลงมือทำ : ในยุค “ควอนตัม” ความว่า นักศึกษาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย มีปริญญาในมือ แต่หางานที่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา 4 ปีไม่ได้ ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในบ้านเราอีกต่อไป คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เด็กไม่พร้อม” หรือ “ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนเร็วเกินไป แต่มีคำตอบหนึ่งที่พูดถึงกันน้อยกว่าที่ควรคือ ระบบการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตออกมานั้น ยังวัดความสำเร็จด้วยวิธีของโลกเมื่อ 30 ปีก่อน
โลกปี 2569 ที่ AI สรุปตำราได้ในไม่กี่วินาที ความรู้ไม่ใช่ทรัพย์สินที่หายากอีกต่อไป แต่ความรู้กลายเป็นสินค้า โภคภัณฑ์เหมือนน้ำประปา สิ่งที่หายากและมีคุณค่าจริง ๆ คือ ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้ให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตคนได้จริง มหาวิทยาลัยที่ยังแข่งขันกันด้วยจำนวนบทความหรือจำนวนหลักสูตร จึงกำลังแข่งในสนามที่โลกเดินหน้าไปจากนั้นแล้ว
“ไม่ใช่ว่ามีงานวิจัยกี่พันเรื่อง แต่ว่ามีกี่เรื่องที่เปลี่ยนชีวิตของคนได้จริง นั่นต่างหากคือคำถามที่ถูกต้อง”
นักฟิสิกส์ Heisenberg ค้นพบว่าผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถดูสิ่งใดได้โดยไม่ทำให้สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลง ฟังดูเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ แต่ในองค์กรเกิดขึ้นจริงทุกวัน เมื่อมหาวิทยาลัยวัดความสำเร็จของอาจารย์ จากจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ อาจารย์ก็ผลิตบทความมากขึ้น แต่ชั้นเรียนที่มีชีวิตชีวา การดูแลนักศึกษาอย่างใส่ใจ และการพัฒนาหลักสูตรที่ต้องใช้เวลาหลายปี สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ลดน้อยลงทุกปี ไม่ใช่เพราะอาจารย์ไม่ตั้งใจ แต่เพราะะบบตัดสินทุกวันว่าไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง และคนที่สูญเสียคือ นักศึกษาทุกคนที่เข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งคำถามที่ต้องถามจึงไม่ใช่ว่าบุคลากรดีพอหรือเปล่า แต่คือ ระบบที่สร้างขึ้นมานั้น ออกแบบมาเพื่อดึงศักยภาพของคนออกมา หรือออกแบบมาเพื่อจัดการความเสี่ยงของสถาบัน
สิ่งที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดมี 3 ประเด็นหลัก คือ 1) เปลี่ยนหน่วยวัดจากปริมาณสู่ผลกระทบ ไม่ใช่มีบัณฑิตกี่หมื่นคน แต่คือ มีกี่คนที่ออกไปแล้วสร้างงานใหม่หรือแก้ปัญหาชุมชนได้จริง ไม่ใช่มีงานวิจัยกี่พันเรื่อง แต่คือมีกี่เรื่องที่คนนอกรั้วมหาวิทยาลัยรู้สึกถึงความแตกต่าง การเปลี่ยนคำถามนี้ดูเล็กน้อย แต่เปลี่ยนแนวทางของทุกอย่างที่ตามมา 2) ยอมรับว่าปัญหาใหญ่ในโลกวันนี้ไม่อยู่ในกรอบของวิชาใดวิชาหนึ่ง สังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของแพทย์และพยาบาลเท่านั้น ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เรื่องของวิศวกรเท่านั้น ทุกปัญหาเชื่อมกันหมด มหาวิทยาลัยที่ยังแยกความรู้ไว้เป็นกล่องๆ ไม่ต่างจากโรงพยาบาลที่รักษาแขนซ้ายโดยไม่สนว่าขาขวากำลังเป็นอะไร และ 3) ให้เวลาคนได้คิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนโดยไม่ถูกรบกวน ความคิดที่เปลี่ยนโลกไม่ได้เกิดในการประชุม 5 นาที ไม่ได้เกิดในการกรอกรายงานทุก 6 เดือน แต่อาจจะเกิดในเวลาคุณภาพที่ระบบกล้าพอจะอนุญาตให้มี
ก่อนพูดถึงแนวทางปฏิบัติ มีคำถาม 3 ข้อที่อยากชวนให้ทุกคนในอุดมศึกษาถามตัวเองในห้วงเวลา ณ ตอนนี้ว่า 1) ถ้าหยุดทำงานที่ทำอยู่พรุ่งนี้เลย มีใครนอกรั้วมหาวิทยาลัยรู้สึกถึงความแตกต่างบ้างไหม 2) ระบบที่ทำงานอยู่
ให้รางวัลกับอะไรกันแน่ เพราะสิ่งที่ระบบให้รางวัลคือ สิ่งที่คนจะทำมากขึ้น 3) ในหนึ่งปีที่ผ่านมา มีการตัดสินใจอะไรที่กล้าพอจะทำให้ระบบดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญบ้างไหม ฟิสิกส์ควอนตัมบอกว่าเมื่ออนุภาคหนึ่งเปลี่ยนสถานะ อีกตัวที่พัวพันกันจะรับรู้ทันที การเปลี่ยนแปลงในองค์กรก็เป็นแบบนั้น ไม่รอให้ทุกคนเห็นด้วย แต่เริ่มจากคนหนึ่งคนที่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้องก่อน
“ทำอย่างควอนตัม”สู่แนวทางปฏิบัติต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ !! ด้วยการที่...
เปลี่ยนคำถามในที่ประชุม จาก “เราทำอะไรไปแล้วบ้าง” เป็น “สิ่งที่เราทำเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง” แค่นี้ก็ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิดของคนในห้องได้ ประเมินจากชิ้นที่ดีที่สุด ชวนบุคลากรเลือกผลงานที่ภูมิใจ 2 ถึง 3 ชิ้นแล้วอธิบายว่าผลงานสร้างผลกระทบอะไร แทนการนับคะแนนสะสม สร้างพื้นที่ข้ามศาสตร์ ตั้งกลุ่มทำงานข้ามคณะโดยให้โจทย์เป็นปัญหาจริงในสังคม ไม่ใช่โครงการเพื่อรายงาน และให้เวลาคิดอย่างเป็นทางการ กันเวลาครึ่งวันต่อเดือนเป็นเวลาคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่มีการประชุมและไม่มีงานเร่งด่วน
นักศึกษาหรือบัณฑิตที่เข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องการแค่ปริญญา แต่ต้องการระบบการศึกษาที่เตรียมให้พร้อมกับโลกที่กำลังรออยู่ข้างนอก มหาวิทยาลัยที่จะยังมีความหมายในทศวรรษหน้าคือ มหาวิทยาลัยที่กล้าถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นยังมีความหมายต่อสังคมอยู่ไหม นั่นคือ ความหมายของการทำอย่างควอนตัม ไม่ใช่การซื้อเทคโนโลยีใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน แต่คือ การกล้าเปลี่ยนคำถาม ก่อนที่คำตอบเดิมจะพาเราเดินวนอยู่ที่เดิม…
#ยุคควอนตัม #การศึกษา #มหาวิทยาลัย #อุดมศึกษา #AI #นวัตกรรมการศึกษา #พัฒนาบัณฑิต #FutureSkills #เรียนรู้ตลอดชีวิต #มหาวิทยาลัยสวนดุสิต #siamrathonline








