ผศ. ดร. พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง มหาวิทยาลัยแห่งความสุข ความว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า "ความสุข" กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการพัฒนาองค์กรภาคธุรกิจและภาครัฐ รวมถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทในการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และขับเคลื่อนสังคม ทำให้มหาวิทยาลัยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการสร้าง "มหาวิทยาลัยแห่งความสุข" (Happy University) ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ ทำงาน และเติบโตไปพร้อมกันอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี
แต่ละคนมีความสุขนั้นแตกต่างกันทั้งตามบทบาท หน้าที่ ประสบการณ์ และช่วงวัย รวมถึงความต้องการหรือความคาดหวัง
ภายในรั้วมหาวิทยาลัยมีผู้คนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักศึกษา อาจารย์ บุคลากรสายสนับสนุน ไปจนถึงผู้บริหาร ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างมีความคาดหวังและนิยามของความสุขไม่เหมือนกัน นักศึกษาอาจมองว่าความสุขคือการได้เรียนในสาขาที่ชอบ มีเพื่อนที่ดี ได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ และมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเอง
ขณะที่อาจารย์อาจให้คุณค่ากับอิสระทางวิชาการ ความก้าวหน้าในสายอาชีพ ภาระงานที่สมดุล และการมีเวลาสำหรับครอบครัว ส่วนบุคลากรสายสนับสนุนอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงในการทำงาน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน และการได้รับการยอมรับในบทบาทของตนเอง ขณะที่ผู้บริหารอาจมองความสุขผ่านความสำเร็จขององค์กร ความร่วมมือของบุคลากร และการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อสังเกตของ ดร.แอชลีย์ ไวน์เบิร์ก (Dr. Ashley Weinberg) นักจิตวิทยาอาชีวอนามัยที่ได้รับการรับรองซึ่งระบุว่า แม้ว่าบุคลากรของมหาวิทยาลัยจะเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมความสำเร็จของนักศึกษา แต่สุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของบุคลากรยังไม่ได้รับการยกระดับให้เป็นวาระสำคัญของสถาบันอุดมศึกษา
ทุกแห่ง ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยต้องการสร้าง "Happy University" การดูแลสุขภาวะของบุคลากรควรได้รับความสำคัญควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสุขของนักศึกษา เพราะทั้งสองส่วนเชื่อมโยงและส่งผลต่อคุณภาพของการศึกษาโดยรวม (อ่านเพิ่มที่ https://www.bps.org.uk/blog/why-its-time-promote-staff-wellbeing-universities)
เมื่อความสุขของแต่ละกลุ่มคนมหาวิทยาลัยมีความแตกต่างกัน การประเมินความสุขควรออกแบบเครื่องมือที่สามารถสะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์และความต้องการของผู้คนในมหาวิทยาลัยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันแนวคิดด้านการประเมินความสุขเน้นการวัด "สุขภาวะ" (Well-being) ซึ่งครอบคลุมหลายมิติ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสมดุลระหว่างการเรียนหรือการทำงานกับชีวิตส่วนตัว โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ความปลอดภัยของสภาพแวดล้อม ความภาคภูมิใจในองค์กร ตลอดจนความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย
การประเมินความสุขควรเป็นกระบวนการเรียนรู้ขององค์กรที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สะท้อนความคิดเห็น และนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ปรับปรุงการบริหารอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลที่ได้จากการประเมินความสุขเป็นการสะท้อนเสียงถึงความต้องการและประสบการณ์ของผู้คนที่อยู่ในมหาวิทยาลัย
ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจพบว่านักศึกษามีความสุขกับการเรียน แต่มีระดับความเครียดสูงจากภาระงานและการแข่งขัน มหาวิทยาลัยอาจต้องทบทวนรูปแบบการเรียนการสอน การให้คำปรึกษา หรือการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต หรือในอีกกรณีหนึ่ง
ผลสำรวจพบว่าบุคลากรมีความผูกพันต่อองค์กรสูง แต่รู้สึกว่าขาดโอกาสในการพัฒนาความก้าวหน้า ก็อาจสะท้อนความจำเป็นในการสร้างระบบพัฒนาศักยภาพหรือเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจนมากขึ้น
ในวันที่โลกซ้อนทับกันหลายมิติทั้งดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และควอนตัม การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
(Big Data Analytics) มีบทบาทสำคัญต่อการประเมินความสุขมากขึ้น จากเดิมที่ใช้แบบสอบถามเป็นหลัก ปัจจุบันใช้ระบบสำรวจออนไลน์แบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์ความคิดเห็นจากข้อความเปิด การติดตามแนวโน้มผ่านแดชบอร์ด (Dashboard) หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพยากรณ์เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อความเครียด ความผูกพันต่อองค์กร หรือการลาออกของบุคลากร เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยมองเห็นสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น และออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ในการประเมินความสุข คือจริยธรรม ความเป็นส่วนตัว และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ให้ข้อมูล
การประเมินความสุข “คนมหาวิทยาลัย” เป็นการรับฟังเสียงที่หลากหลาย เพื่อนำข้อมูลไปสร้างสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้และการทำงานที่เอื้อต่อการเติบโตของทุกคน หัวใจสำคัญการประเมินความสุขอยู่ที่การนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะผลการวัดความสุขไม่ใช่ตัวเลขสำหรับการแข่งขันหรือเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ แต่จริง ๆ แล้วข้อมูลที่ได้จากการประเมินความสุขเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจ “คนมหาวิทยาลัย” มากขึ้น และสามารถออกแบบนโยบายที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษา บุคลากร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
เมื่อมหาวิทยาลัยเข้าใจว่า "ความสุข" มีได้หลายหลากรูปแบบ การออกแบบระบบประเมินควรเน้นการทำความเข้าใจความแตกต่างของคนมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง เพราะความหลากหลายของความสุข คือพลังสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต มีความอบอุ่น และพร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยปัญญาและพลังของพวกเรา








