ทวี สุรฤทธิกุล
“คนดี สังคมดี บ้านเมืองดี” คือหลักการพื้นฐานของ “จริยะรัฐ - อริยะชน”
ทุกครั้งในเวลาที่มีการสัมมนาพูดคุยกันในทางวิชาการ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาประเทศชาติและสังคมบ้านเมือง ประเด็นหนึ่งที่มีผู้เสนอกันมากเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือ ต้องเริ่มที่การ “ให้การศึกษา” ซึ่งส่วนมากจะนึกถึงแต่การศึกษาในโรงเรียน ที่สอนโดยคุณครูและอาจารย์ทั้งหลาย แต่ความจริงการศึกษากินความกว้างไกลกว่านั้นมาก โดยรวมถึงการสอนในระดับครอบครัว หมู่เพื่อน ในทุกสังคมรอบตัวคนเรา ที่รวมถึงสังคมประเทศชาติ โดยระบอบหรือตัวผู้คนในระบอบนั้นด้วย
ในบทความนี้จะเน้นที่การศึกษาโดยระบอบและผู้คนในระบอบ ซึ่งระบอบในที่นี้ก็คือการปกครอง โดยผู้คนในระบอบนี้ก็คือพวกผู้ปกครอง สำหรับประเทศไทยก็คือระบบราชการในอดีต และในปัจจุบันก็มีเพิ่มขึ้นมาคือระบบการเมือง
ระบอบแปลตรงตัวว่า “รูปแบบการปกครอง” (อย่าไปสับสนกับวาทกรรมในสื่อต่าง ๆ ขณะนี้เกี่ยวกับเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” เพราะคนที่เขาสื่อออกมาก็เพราะต้องการสื่อว่า ขณะนี้ประเทศของเรากำลังปกครองด้วยพรรคสีน้ำเงิน คือพรรคภูมิใจไทยนั่นเอง) ในอดีตเราปกครองโดยพระมหากษัตริย์ ด้วยความสมบูรณ์เด็ดขาด เราจึงเรียกระบอบนั้นว่า “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” ปัจจุบันเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่หมายถึงประชาชนเป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าของอำนาจ แต่เรา (คนไทย) ได้เอาอำนาจนั้นไปให้กับนักการเมือง นักการเมืองจึงถือว่าพวกเขาเป็นใหญ่ และเหมารวมว่าพวกเขาใหญ่กว่าประชาชนอีกด้วย ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเราจึงมีปัญหาต่าง ๆ มาโดยตลอด
ปัญหาระบอบประชาธิปไตยของไทยก็คือ ผู้ปกครองของเราไม่เคยไว้ใจประชาชน ตั้งแต่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้กับประชาธิปไตย แม้จะมีการส่งเสริมกันอยู่ในหมู่ชนชั้นนำ คือข้าราชบริพารและข้าราชการผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ทันกาล เพราะสุดท้ายข้าราชการระดับกลางก็ยึดอำนาจกษัตริย์และชนชั้นนำนั้น คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่าคณะราษฎร แต่พอคณะราษฎรได้อำนาจแล้วก็เกิดไม่ไว้ใจประชาชนอยู่ดังเดิม โดยเขียนรัฐธรรมนูญครองอำนาจไว้ในหมู่ตัวเอง จนถึงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงยอมให้มีพรรคการเมืองและการเลือกตั้งทางตรง กระนั้นพอผู้แทนราษฎรมีความวุ่นวาย ชนชั้นนำคือทหารก็เข้ามายึดอำนาจ (โดยอ้างเหตุว่ารัฐบาลไม่สามารถคลี่คลายกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ให้เรียบร้อยไปได้) แล้วทหารนั้นเองก็คิดสร้างประชาธิปไตยเสียใหม่ เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ได้ฝังรากและแผ่ขยายกิ่งก้านครอบคลุมการเมืองการปกครองของไทยมาถึงปัจจุบัน
ตัดฉากมาที่ “ระบอบทักษิณ” ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ก็ต้องยอมรับว่าได้ “ฝังราก” ขึ้นในสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้งเช่นกัน เพราะเป็นระบอบที่เกิดขึ้นมารองรับอำนาจของคนรากหญ้าทั่วประเทศได้เป็นจำนวนมาก จึงยังทำให้ระบอบทักษิณนี้ “ฝังตัว” อยู่ในสังคมไทยอยู่ได้อย่างน่ากลัว โดยที่ส่วนหนึ่งได้กลายพันธุ์เป็นพลังให้กับคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ที่เป็นพรรคอนาคตใหม่มาจนถึงพรรคประชาชนในขณะนี้ ซึ่งเราอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ระบอบใหม่” ที่เกิดขึ้นมาต่อต้าน “ระบอบเก่า ๆ” นั่นเอง
ระบอบใหม่ที่เกิดขึ้น ในระยะแรกได้พยายามที่จะ “สั่งสอน” คนรุ่นใหม่ให้เกลียดชังและต่อต้านระบอบเก่า แต่ภายหลังที่ได้เจอ “นิติสงคราม” และ “รัฐสภาสงคราม” อย่างสะบักสะบอม ก็มีข่าวออกมาว่าระบอบใหม่นี้กำลังปรับตัวให้ “ซอฟต์” ขึ้น คือไม่พยายามที่จะต่อสู้อย่างแตกหักกับระบอบเก่า แต่จะค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปเกาะเกี่ยวแล้วค่อยพลิกแปรให้ไปสู่เป้าหมายภายหลัง (เหมือนกับในสมัยก่อนพวกคอมมิวนิสต์เปลี่ยนจากสู้ในป่า มาเป็นเข้าสู้ในเมือง เข้าทำงานในกลุ่มธุรกิจใหญ่ ๆ สร้างฐานการเมือง โดยคอมมิวนิสต์หลายคนได้ไปเป็นกุนซือให้กับนายทุนและในพรรคการเมืองบางพรรค) ดังนั้นในตอนนี้จึงได้ยินคำว่า “พรรคฝ่ายคอย” เพิ่มจากพรรคฝ่ายค้านที่เคยเป็นอยู่ก่อน
ว่ากันว่าระบอบใหม่ที่กำลังดำเนินการแทรกซึม องคาพยพต่าง ๆ ในทางการเมืองการปกครองอยู่ในปัจจุบันนี้ มีแนวคิดเหมือนเจ้าทฤษฎีของคณะราษฎรในอดีต ที่จะล้มล้างระบอบเก่า โดยคิดวางยุทธศาสตร์ที่จะใช้โซเชียลมีเดีย “ขัดเกลา” แฟนคลับให้ยกระดับเป็นสาวก เพื่อเป็นพลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองการปกครองของไทยให้ได้ในอนาคตอันใกล้
ดังนั้น คนที่ยังอยากอยู่ในระบอบเก่าก็ควรจะต้อง “ปรับตัวสู้” อย่างน้อยก็ต้องไม่หยิ่งทะนงตนว่า “พลังอนุรักษ์” นี้ยังแข็งแกร่งดังเดิม สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ การลดจุดอ่อนของระบอบเก่า โดยเฉพาะลักษณะของการเล่นการเมืองแบบกีดกันระบอบใหม่ และพยายามแยกระบอบใหม่ออกจากระบอบเก่าไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นแนวคิดที่นักสังคมวิทยาบอกว่า “ยาก” จนถึงขั้น “อิมพอสซิเบิล - เป็นไปไม่ได้”
ประการแรก คนรุ่นใหม่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมอย่างใหม่ เหมือนกับที่กลุ่มคณะราษฎรเติบโตมาในสภาพของพระมหากษัตริย์ที่เปลี่ยนแปลงไป พลังการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคมในทางการปกครองระดับสูงนี้ เป็นพลังที่มีกำลังมาก จนถึงขั้นที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนสำเร็จใน พ.ศ. 2475 ดังกล่าว ซึ่งสภาพแวดล้อมของสังคมไทยในเวลานี้ก็มีลักษณะอยู่ในแนวนั้นไม่ใช่น้อย
ประการต่อมา ชนชั้นนำโดยเฉพาะนักการเมืองและ “อำมาตย์” เห็นคนรุ่นใหม่เป็นศัตรู แยกประชาชนออกเป็นฝ่าย ๆ สิ่งนี้ก็มีตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วง “วิกฤตเสื้อแดง - เสื้อเหลือง” เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ก็กำลังถูกกลุ่มระบอบใหม่มาจิ้มพวกระบอบเก่าออกจากสังคมไทย นั่นก็คือวาทกรรมเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” มาจนถึงเรื่องบทบาทขององคมนตรี อย่างที่กำลังสร้างเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้
ประการสุดท้าย ก็เป็นหลักง่าย ๆ ทางสังคมวิทยาและชีววิทยาอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน คือการเข้ามาแทนที่ของคนรุ่นใหม่โดยธรรมชาติ (นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “ดาร์วินนิสม์ทางสังคม”) ไม่เพียงแต่การศึกษาอบรม และเทคโนโลยีต่าง ๆ แต่รวมถึงแนวคิดทางเศรษฐกิจและสังคมการเมือง ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองใหม่ “สังคมใหม่” ตามที่เขาปรารถนาอีกด้วย นั่นคือการไหลเข้ามาแทนที่ของ “สิ่งมีชีวิตแบบใหม่” ที่แข็งแรงกว่าและฉลาดกว่าพวกสิ่งมีชีวิตในรุ่นเก่า ๆ นั่นเอง
จริยะรัฐในสังคมสมัยใหม่จึงอาจจะไม่ใช่แนวจริยะรัฐในสังคมแบบเก่า คืออาจจะมีการตีความ “ความดี - ความงาม” แตกต่างกันไปตามยุคสมัย ในทำนองเดียวกันการเป็นไปของอริยะชนที่เกิดขึ้นได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเช่นกัน
อย่าเอาตนเองเป็นใหญ่ หรือคิดว่าตนเองแข็งแรงที่สุด ฉลาดที่สุด ที่ดีที่สุดคือต้องปรับตัวตามไป หรือยอมรับให้ได้นั่นเอง








