ในหน้ากระดานการเมืองไทยหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีโมเมนต์ไหนที่สร้างความประหลาดใจและชวนขบคิดได้เท่ากับการขยับหมากของ “พรรคประชาชน” ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ครั้งนี้
การประกาศดึงตัว “ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์” นักกฎหมายมหาชนระดับปรมาจารย์และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่งเก้าอี้ “ประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ กทม.” คือการเล่น “ท่ายาก” ทางการเมือง ที่สั่นสะเทือนทั้งปีกอนุรักษนิยมและปีกเสรีนิยมไปพร้อมๆ กัน
และนี่ไม่ใช่ดีลที่เกิดจากอุดมการณ์ที่หล่อหลอมมาด้วยกัน แต่คือ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ถูกคำนวณต้นทุนและกำไรมาอย่างละเอียด
1. ปูมหลังและจุดร่วม : สะพานเชื่อม 2 ขั้วที่ดูเหมือนอยู่คนละโลก
หากย้อนดูประวัติของ “ศ.ดร.สุรพล” เขาคือนักเรียนนอกนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (เกียรตินิยมดีมาก) จากมหาวิทยาลัย Robert Schuman ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้วางรากฐานกฎหมายมหาชนและหนึ่งในคีย์แมนที่ร่วมผลักดันให้เกิด “ศาลปกครอง”
เส้นทางวิชาการและการบริหารของเขาเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิการบดีธรรมศาสตร์ 2 สมัย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ในมิติการเมือง ภาพจำของ “ศ.ดร.สุรพล” ผูกติดอยู่กับขั้วอำนาจจารีตและเทคโนแครตสายอนุรักษนิยมอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หลังการรัฐประหารปี 2549
แล้วอะไรคือจุดตัดที่ทำให้เขามาบรรจบกับพรรคคนรุ่นใหม่สายเสรีนิยมจัด อย่างพรรคประชาชน ?
(1) สะพานเชื่อมใจคดียุบพรรค (ปี 2567)
จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์เกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ “อาจารย์สุรพล” ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. (ในขณะนั้น) ตัดสินใจก้าวออกมาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญให้กับพรรคก้าวไกล
โดยชี้ว่า กกต. ข้ามขั้นตอนและมิชอบด้วยกฎหมาย การยืนหยัดบนหลักการกฎหมายมหาชนโดยไม่สนหมวกที่สวมอยู่ ได้ซื้อใจแกนนำพรรคสีส้มไปอย่างมหาศาล
(2) ความจำเป็นในสนาม กทม. (ปี 2569)
เมื่อพรรคประชาชนเปิดตัวทีมงานและแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. โจทย์ใหญ่คือ “ความสดใหม่ที่ไร้ประสบการณ์บริหารราชการท้องถิ่น” ชื่อของ “อาจารย์สุรพล” จึงถูกดึงเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อปิดจุดอ่อนนี้
2. จุดแข็ง : ดาบทะลวงกลไกรัฐวิสาหกิจ และโล่กำบังความหวาดระแวง
การได้ “อาจารย์สุรพล” มาร่วมทัพ มอบอำนาจต่อรองและเขี้ยวเล็บในเชิงบริหารให้พรรคประชาชนอย่างที่คู่แข่งสบประมาทไม่ได้
(1) "คีย์แมน" ผู้รู้ไส้พุง “กรุงเทพธนาคม”
ปัญหาหมักหมมของคนเมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นมหากาพย์สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว สัญญาจ้างเดินรถ สัญญาบ่อขยะ หรือโครงการนำสายสื่อสารลงดิน ล้วนผูกเงื่อนปมซ่อนระเบิดเวลาไว้ที่ “บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด” ซึ่งเป็นวิสาหกิจของ กทม.
การที่ “อาจารย์สุรพล” เคยนั่งตำแหน่งประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคมมาก่อน (ปี 2557-2559) ทำให้เขารู้ลึกถึงรอยตะเข็บ สัญญาซ่อนเงื่อน และช่องโหว่ทางกฎหมายชนิดที่ไม่มีใครหลอกได้ นโยบาย กทม. ของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงจะไม่ใช่แค่การขายฝัน แต่จะเป็นนโยบายที่ผ่านการดีไซน์มาแล้วว่า "ทำได้จริงทันที"
(2) มือกฎหมายมหาชนระดับครู
ผู้ว่าฯ กทม. หลายยุคหลายสมัยมักตกม้าตายเพราะติดหล่มระเบียบราชการอันแข็งทื่อ แต่ “อาจารย์สุรพล” คือมือหนึ่งด้านกฎหมายมหาชน เขารู้ว่าข้อจำกัดไหนข้ามได้ ข้อไหนต้องอ้อม และจะใช้กลไกทางกฎหมายกระจายอำนาจอย่างไรเพื่อปลดล็อกงบประมาณ โดยไม่ให้ สตง. หรือ ป.ป.ช. เข้ามาสอยร่วงในภายหลัง
(3) ตั๋วผ่านทางสู่กลุ่ม "สวิงโหวต" และข้าราชการประจำ
ภาพลักษณ์ความสุขุม เป็นผู้ใหญ่ และโปรไฟล์ที่เคยทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจชั้นนำของ “อาจารย์สุรพล” ทำหน้าที่เป็น "โล่" ลดทอนความหวาดระแวงจากกลุ่มข้าราชการประจำ กทม. และกลุ่มชนชั้นกลางค่อนไปทางขวา ที่เคยหวาดกลัวว่าพรรคสีส้มจะสุดโต่งเกินไป ให้รู้สึก "ปลอดภัย" ที่จะทดลองเลือกพรรคประชาชน
3. จุดอ่อน : ต้นทุนที่ต้องแลกกับมวลชนสายอุดมการณ์
เหรียญย่อมมีสองด้าน และดีลที่ดูสมบูรณ์แบบนี้ก็ทิ้งรอยแผลขนาดใหญ่ไว้ให้พรรคประชาชนต้องบริหารจัดการ
(1) แผลเป็นทางประวัติศาสตร์ (สนช. จากการรัฐประหารปี 2549)
นี่คือ "ตำบลกระสุนตก" ที่เปิดช่องให้คู่แข่งโจมตีได้ง่ายที่สุด การที่พรรคประชาชนซึ่งชูธงต้านรัฐประหารและเผด็จการมาโดยตลอด กลับแต่งตั้งอดีตสมาชิก สนช. ที่มาจากคณะรัฐประหารปี 2549 มารับตำแหน่งสำคัญ มันทำให้พรรคสูญเสียความชอบธรรมในเรื่อง "ความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์" และถูกตั้งคำถามว่า กำลังกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อชัยชนะทางการเมืองหรือไม่
(2) รอยร้าวและเสียงต้านจาก "มวลชนสายอุดมการณ์"
ทันทีที่มีการเปิดตัว ย่อมเกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้สนับสนุนและ "ด้อมส้ม" ปีกอุดมการณ์ รวมถึงปีกคนเสื้อแดงที่พรรคพยายามดึงมาเป็นพันธมิตร ข้อกังขาที่ว่าพรรคกำลังประนีประนอมกับกลไกอำนาจเก่าอาจทำให้เกิดภาวะ "เสียงแตก" หรือการโหวตโนประท้วงจากมวลชนของตัวเอง
(3) วัฒนธรรมการทำงานที่อาจปะทะกัน
สไตล์การทำงานแบบเทคโนแครตรุ่นใหญ่ ยึดโยงกับระบบ ระเบียบราชการ และการเพลย์เซฟทางกฎหมายของ “อาจารย์สุรพล” ย่อมมีโอกาสปะทะกับวัฒนธรรมองค์กรของพรรคประชาชน ที่เน้นความฉับไว ทะลุทะลวง และพร้อมรื้อโครงสร้าง
หากการทำงานร่วมกันขาดเคมีที่ลงตัว ที่ปรึกษาระดับครูอาจกลายเป็น "เบรกข้อจำกัด" ที่ทำให้ทีมผู้ว่าฯ ขยับตัวไม่ออกในท้ายที่สุด
4. ชวนขบคิดและตั้งข้อสังเกต
ดีลระหว่าง “อาจารย์สุรพล” กับพรรคประชาชน ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 นี้ กำลังส่งสัญญาณบอกอะไรกับเรา ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ?
ข้อสังเกตที่ 1
พรรคประชาชนกำลังก้าวข้ามจากพรรคอุดมการณ์ ไปสู่การเป็น "พรรคสถาบันการเมืองที่มุ่งหวังเป็นรัฐบาล" อย่างเต็มตัว
พวกเขาเรียนรู้แล้วว่า ลำพังเพียงแค่กระแสและความสดใหม่ ไม่สามารถเจาะทะลุกำแพงระบบราชการที่แข็งแกร่งของเมืองหลวงได้ การยอมกลืนเลือดรับเสียงวิจารณ์เพื่อแลกกับ "คู่มือเจาะระบบ กทม." จึงเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่าในสายตาของนักยุทธศาสตร์
ข้อสังเกตที่ 2
สำหรับ “อาจารย์สุรพล” ในฐานะนักปฏิบัติ เขาอาจมองว่านี่คือพื้นที่ในการผลักดัน "โมเดลกระจายอำนาจและการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจท้องถิ่น" ที่เขาเชื่อมั่น ผ่านพรรคการเมืองที่มีพลังมวลชนและพร้อมจะเปลี่ยนโครงสร้างจริง
สุดท้ายแล้ว ดีลนี้จะเป็น "มาสเตอร์พีซ" ที่ช่วยให้พรรคประชาชนยึดศาลาว่าการ กทม. ได้สำเร็จ หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ทำให้พรรคสูญเสียศรัทธาจากฐานเสียงอันบริสุทธิ์
คำตอบไม่ได้อยู่ที่อดีตของ “อาจารย์สุรพล” แต่อยู่ที่ว่าหลังจากนี้ ทีมผู้ว่าฯ กทม. จะสามารถหลอมรวม "สมอง" ของเทคโนแครตรุ่นใหญ่ เข้ากับ "หัวใจ" ของคนรุ่นใหม่ ออกมาเป็นนโยบายที่จับต้องได้จริงได้มากน้อยแค่ไหน ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








