หากย้อนกลับไปในช่วงต้นๆ ของรัฐบาลอนุทิน 2 การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความอึดอัด คณะรัฐมนตรีเลือกที่จะ "ไม่ยืนยัน" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างท่อมาจากสภาชุดที่แล้ว โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลเชิงตั้งรับว่า การแก้รัฐธรรมนูญต้องเริ่มที่รัฐสภา ไม่ใช่รัฐบาล
แต่แล้วในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยกลับเดินเกมเร็ว พลิกบทบาทจากฝ่ายตั้งรับมาเป็น "พรรคการเมืองแรก" ที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) ต่อ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา การเดินหมากครั้งนี้เกิดจากการคำนวณ "คณิตศาสตร์การเมือง" และ "ยุทธวิธี" ที่รัดกุม ดังต่อไปนี้
1. ใช้คำวินิจฉัยศาลเป็น "เกราะคุ้มกัน" ปิดประตู สสร. เลือกตั้งทางตรง
ข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมคือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ร่างของภูมิใจไทยเสนอ สสร. 100 คน (ตัวแทนจังหวัด 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน) ที่มาจากการเปิดรับสมัคร 400 คน แล้วให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกในขั้นตอนสุดท้าย
ภูมิใจไทยไม่ได้อ้างเหตุผลลอยๆ แต่ใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุชัดเจนว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” มาเป็นเกราะป้องกัน
ข้ออ้างนี้ฟังดูชอบธรรมทางกฎหมาย และทำให้พรรคสามารถตอกกลับฝ่ายค้านได้ว่า หากดึงดันจะให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. ร่างก็จะผิดกฎหมายและถูกตีตกไปในที่สุด นี่คือการเปลี่ยนข้อจำกัดทางกฎหมายให้กลายเป็นความได้เปรียบของตนเอง
2. คณิตศาสตร์สีน้ำเงิน: เมื่อคนเลือก สสร. คือรัฐสภา
การให้รัฐสภาคัดเลือก สสร. จะใช้วิธีแบ่งโควตาตามสัดส่วนที่นั่งในสภา (สว. ได้โควตา 200 ส่วน และ สส. 500 ส่วน) เมื่อมองเผินๆ อาจดูยุติธรรม แต่หากนำมาคำนวณกับดุลอำนาจจริง พรรคภูมิใจไทยมี สส. ในมือ 191 เสียง และหากรวมกับ สว. ที่ถูกนักวิเคราะห์มองว่าเป็น "สายสีน้ำเงิน" อีกราว 140-150 เสียง เครือข่ายนี้จะคุมเสียงในรัฐสภาได้ถึง 330-340 เสียง จากทั้งหมด 700 เสียง
ตัวเลขนี้หมายความว่า ภูมิใจไทยและเครือข่ายมีโอกาสครอบครองโควตา สสร. ในสัดส่วนที่มากพอจะคุมทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้แบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำ
3. "สลักนิรภัยใหม่" ที่ซ่อนอยู่ในการลดอำนาจ สว.
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้กำหนดเงื่อนไขว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับที่ สสร. ร่างเสร็จแล้ว จะต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 (50 เสียง) ก่อนนำไปทำประชามติ
พรรคภูมิใจไทยอ้างว่า นี่คือการ "ลดอำนาจ" สว. ลงจากเดิมที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ที่ 1 ใน 3 (67 เสียง) แล้ว แต่นักวิเคราะห์และพรรคฝ่ายค้านชี้ให้เห็นความจริงอีกมุมว่า เกณฑ์ 1 ใน 3 เดิมนั้นใช้สำหรับการ "แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา" ส่วนการให้ สว. มามีอำนาจโหวตรับรอง "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ" ก่อนส่งให้ประชาชนนั้น ไม่เคยมีเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 และไม่เคยมีในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาก่อน
ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่การลดอำนาจ แต่เป็นการ "สร้างสลักนิรภัยชิ้นใหม่" ให้ สว. สามารถคว่ำร่างกติกาใหม่ได้ทุกเมื่อ หากเนื้อหาออกมาไม่เป็นที่พอใจ
4. ผ่าเงื่อนไข “ฝ่ายค้าน 20% ต้องเห็นชอบ”
ตามกฎหมาย การแก้ไขมาตรา 256 ต้องอาศัยเสียง “สส. ฝ่ายค้าน” อย่างน้อย 20 % ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน (42 คน) ทำให้ "พรรคกล้าธรรม" ถูกจับจ้องว่า สุดท้ายแล้วจะแสดงบทบาทพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคฝ่ายคอย ?
เพราะหากพรรคกล้าธรรม ในฐานะฝ่ายค้าน ซึ่งมี สส. 58 คน ลงมติเห็นชอบร่างฯ ของภูมิใจไทย ก็ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านด่านสำคัญไปได้อย่างง่ายดาย
5. บทสรุป: รัฐธรรมนูญเพื่อใคร ?
การเดินเกมเร็วของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ ได้สร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เดินหน้าตามประชามติ 21.6 ล้านเสียง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้ออกแบบกติกาใหม่ที่ล้อมกรอบความเสี่ยงทั้งหมดไว้แล้ว
จึงชวนให้ขบคิดว่า ท้ายที่สุดแล้ว ประเทศไทยกำลังจะได้ "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" หรือจะได้ “รัฐธรรมนูญ 2560 พลัส” ที่ยังคงรักษาสถานะเดิม เพียงเปลี่ยนผ่านอำนาจจาก คสช. มาสู่เครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างแนบเนียนที่สุด
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








