ไม่ว่าจะเล่นเกมไหน ก็ดูชัดเจนว่า “เข้าทาง” พรรคสีน้ำเงินแทบทุกประตู !
เมื่อเสียงเรียกร้อง ให้พรรคภูมิใจไทยแสดงความจริงใจ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ อย่าเพิกเฉยเสียงประชามติ กว่า 2 ล้านเสียง ปรากฏว่า “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” จัดให้ ก่อนบินไกลไปฝรั่งเศส
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค นำทีมสส.ของพรรค นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรค ไปยื่นต่อประธานสภาฯ แสดงความจริงใจ ลดแรงเสียดทานลงได้
ทั้งที่ภายในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับภูมิใจไทย ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ด้วยสูตรของภูมิใจไทย มีแต่จะกินรวบกันตั้งแต่การตั้ง “ส.ส.ร.” 100 คน และอย่าลืมว่า ส.ส.ร.หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นั้นมีส่วนสำคัญที่สุดในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ขึ้นมา
หากใครคุมส.ส.ร.ได้ตั้งแต่ “ต้นทาง” ยิ่งเมื่อมีการวางกรอบให้ “สมาชิกรัฐสภา” ทั้ง 700 คน ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทำหน้าที่เลือกส.ส.ร. จังหวัด
เท่ากับว่า เมื่อพรรคภูมิใจไทย คุมได้ทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ที่มี “สว.สีน้ำเงิน” กว่าครึ่งค่อนวุฒิสภาอยู่ในมือ โดยพรรคภูมิใจไทย มี สส.ในมือ 192 คน บวกกับ สว.สายสีน้ำเงิน อย่างต่ำ 150 คน หมายความว่า หน้าตาส.ส.ร.ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แทบจะดีไซน์ หน้าตากันเอาไว้ได้หมดแล้ว
อย่างไรก็ดี ในประเด็นที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจทำให้พรรคประชาชน ที่แม้จะเป็นฝ่ายกดดัน และเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย แสดงความจริงใจ ต้องเป็นฝ่ายกุมขมับต่ออีกหรือไม่ ?
การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในการแก้รัฐธรรมนูญ แม้นายกฯอนุทิน จะบอกว่านี่คือการแสดงความจริงใจของพรรค แต่ต้องยอมรับว่า ฝ่ายค้านหรือแม้แต่พรรคเพื่อไทย เองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมประเมินได้ไม่ยากว่า สถานการณ์จากนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดส.ส.ร.สีน้ำเงิน เปิดทางให้พรรคภูมิใจไทยกินรวบเหมือนกับที่มีการเลือก “สว.” เข้ามาที่สภาสูง 200 คนที่ผ่านมาหรือไม่
ดังนั้นปฏิบัติการ ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ จึงอาจยังไม่ใช่ “คำตอบ” แต่จะกลายเป็นเกมที่ “พรรคสีน้ำเงิน” ได้คุมทั้งกระดานต่อไป
ในมุมมองของ “เทพไท เสนพงศ์” นักวิเคราะห์การเมืองฟันธงทันทีว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยนั้นผ่าน แน่นอน 1,000 เปอร์เซ็นต์ ด้วยความได้เปรียบด้วยกัน ถึง 4 ทางที่ถูกล็อกเอาไว้หมดแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น 1. กำหนดให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร.จำนวน 100 คน มาจากการเลือกของรัฐสภา
2.ต้องใช้เสียงมากกึ่งหนึ่งของทั้ง2สภา เพื่อจะมีมติให้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปได้
3. จะต้องมีเสียงส.ส.จากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลหรือส.ส.ฝ่ายค้าน เห็นชอบรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพราะพรรคภูมิใจไทย ยังมี “ฝ่ายค้าน” ที่เป็น “ฝ่ายคอย” รอเป็น “กองหนุน” ให้อยู่
และ 4. จะต้องมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาหรือส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า “1ใน 4” ของจำนวนส.ว.ที่มีอยู่ ซึ่งใช้เสียงสว.เพียง 50 คนเท่านั้น ซึ่งจุดนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรคภูมิใจไทย ยังให้ "น้ำหนัก" กับสว. มากเกินหรือไม่ และหากเป็นร่างฉบับของพรรคอื่น ย่อมไม่อาจ "ฝ่าด่าน" ข้อนี้ไปได้เลย เมื่อสว.เกือบทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับภูมิใจไทย
การเดินเกมรุกส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรคภูมิใจไทย ที่นำทัพโดยอนุทิน ยื่นถึงมือ ประธานสภาฯ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นการ “ลดแรงกดดัน” ต่อพรรคแล้ว อีกด้านหนึ่ง น่าสนใจว่า เวลานี้มีสัญญาณ แล้วว่า พรรคสีน้ำเงินพร้อมที่จะ “กินรวบ” ตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งส.ส.ร. 100 คน
ถ้าเช่นนั้นพรรคฝ่ายค้านไปจนถึง “การเมืองนอกสภาฯ” จะทำอย่างไรต่อ ?เพราะถึงอย่างไรร่างฉบับภูมิใจไทย ก็ไปนอนรอ ให้ ส.ส.ร. 100 คน ที่กำลังถูกจับตาว่าจะกลายเป็นสีน้ำเงิน กินรวบ เข้าไปนับหนึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นสเต็ปต่อไป
ดูเหมือนว่า เกมนี้ถูกวางกับดักเอาไว้ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำเสียแล้ว !!








