วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า เนื่องจากจำนวน สส. ของพรรคมีไม่เพียงพอในการยื่นร่างของพรรคเอง จึงได้มีการปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่นที่มีข้อจำกัดเดียวกัน ซึ่งขณะนี้มีความเห็นตรงกันในเชิงหลักการว่าต้องสร้างกระบวนการให้ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ซึ่งจุดนี้มีความแตกต่างจากร่างของพรรคภูมิใจไทย และมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่มีการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชน โดยรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกและการเห็นชอบรัฐธรรมนูญที่จัดทำเสร็จแล้วนั้น แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละพรรคที่หารือกัน แต่เชื่อว่าจะได้ข้อยุติและเสนอเข้าสู่สภาได้ภายในสัปดาห์หน้า หากปรับจูนเนื้อหาให้ตรงกันได้ก็จะเหลือเพียงร่างเดียว แต่หากยังมีส่วนที่ต่างกันอาจใช้ใช้วิธีช่วยกันลงชื่อสนับสนุนเพื่อให้สามารถเสนอเข้าไปได้ทุกร่าง
ทั้งนี้ตนไม่แปลกใจที่ไม่มีร่างจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะรัฐบาลไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในนโยบายตั้งแต่ต้น จึงเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ประสงค์จะทำและปล่อยให้เป็นเรื่องของพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะ สว. ที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการยับยั้งไม่ให้ผ่านได้ แม้จะเป็นเพียงเสียงข้างน้อยของ สว. ก็ตาม ซึ่งตนรู้สึกเสียดายที่ ครม. ไม่นำร่างเดิมที่เคยพิจารณาเสร็จแล้วมาเป็นตัวตั้งเพื่อลดข้อถกเถียง
ส่วนกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้ สว. มีอำนาจเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนนำไปทำประชามติ โดยปรับเกณฑ์เสียง สว. จาก 1 ใน 3 เป็น 1 ใน 4 นั้น ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มองว่าหากต้องมีบทบัญญัตินี้จริง ตัวเลขควรจะลดลงมามากกว่านั้น เพื่อไม่ให้กลายเป็นการมอบอำนาจพิเศษจนเกินไป แต่ต้องเข้าใจหลักการที่รัฐธรรมนูญต้องการป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากกำหนดทุกเรื่องเพียงฝ่ายเดียว
“ในส่วนของกระบวนการได้มาซึ่ง สสร. นั้น พรรคประชาธิปัตย์มีแนวคิดที่อยากใช้วิธีการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับตัว สสร. ผ่านระบบ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้างและประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจัดเลือกตั้งใหญ่เหมือน สส. โดยผู้ที่ไม่มีโทรศัพท์ก็สามารถไปลงทะเบียนใช้สิทธิ์ในตำบลของตัวเองได้ แต่นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งเป็นเพียงการหยั่งเสียงเพื่อนำรายชื่อให้สภาเลือกอีกครั้ง
ซึ่งวิธีนี้ต่างจากพรรคภูมิใจไทยที่ตัดขั้นตอนการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนออกไปให้เหลือเพียงการสมัครเข้ามาเฉยๆ และยังมีการกำหนดสัดส่วนที่สับสนระหว่างเรื่องสัดส่วนกับเรื่องจังหวัด ขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต้องการให้มีการเลือกตั้งเกินจำนวนเข้ามา ซึ่งเรามองว่าวิธีที่เรานำเสนอจะช่วยลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า แต่ทั้งนี้ทุกอย่างต้องหาฉันทามติให้ได้ เพราะหากช่องว่างและความเห็นต่างในประเด็นหมวด 1 หมวด 2 หรือระดับการมีส่วนร่วมยังคงมีอยู่ การขับเคลื่อนให้ราบรื่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”
นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ว่า ทั้งผู้สมัครและพรรคกำลังทำงานอย่างหนักทั้งในเรื่องตัวบุคคลและนโยบาย รวมถึงการเตรียมการทำงานร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติคือ สก. ขณะนี้กำลังเร่งจัดทำเนื้อหาการนำเสนอให้ชัดเจน ภายใต้แนวคิดว่ากรุงเทพฯ สามารถเป็นไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนทีมผู้บริหารจะเปิดตัวเมื่อถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม
สำหรับการที่มีอดีตสมาชิกพรรคไปลงสมัครด้วยนั้น ถือเป็นเรื่องดีที่เป็นทางเลือกให้คนกรุงเทพฯ ตามหลักประชาธิปไตย โดยพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันความพร้อมในเรื่องการประสานงานพื้นที่ เพราะเรามีระบบพรรคที่เข้มแข็ง ไม่ใช่เฉพาะตัวบุคคลอย่างผู้ว่าฯกทม. สก. หรืออดีต สก. แต่ยังมีสาขาพรรคและผู้ช่วยดำเนินงานที่ทำงานเกาะติดพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งองคาพยพทั้งหมดของพรรคพร้อมที่จะดูแลและแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มที่








