เทศบาลตำบลผักตบ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานิเทศศาสตร์ แขนงวิชานวัตกรรมการสื่อสารทางการเมืองและการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เดินหน้ายกระดับชุมชนสู่เวทีระดับประเทศ ด้วยการระดมองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการสื่อสาร เพื่อพัฒนาแบรนด์ท่องเที่ยวท้องถิ่น (Place Branding) และแบรนด์องค์กร (Corporate Branding) มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 คณะนักศึกษาระดับปริญญาเอก มสธ. ได้ลงพื้นที่เทศบาลตำบลผักตบ เพื่อศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดยมุ่งเน้นการนำ “นวัตกรรมการสื่อสาร” มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์และเพิ่มการจดจำให้กับพื้นที่บ้านผักตบ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ คณะนักศึกษาปริญญาเอกระดมความคิดและศึกษาดูงานในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การทำ Branding 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. สิริมงคลแห่งความศรัทธา (Spiritual Branding): ณ วัดสระมณี ศึกษาและถอดบทเรียนนวัตกรรมเชิงสัญลักษณ์ “พญานาค 4 ตระกูล รอบอุโบสถ” และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อวางกลยุทธ์การสื่อสารดึงดูดนักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมและความศรัทธา 2. อัตลักษณ์งานฝีมือชุมชน (Product Branding) ถอดบทเรียนความสำเร็จกลุ่มอาชีพเครื่องหนังแท้บ้านผักตบ สินค้า OTOP 5 ดาวและแบรนด์รองเท้าฝีมือคนท้องถิ่น รวมถึงเครื่องสาน ผ้าคราม สินค้าชุมชนต่างๆ 3. การสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Corporate Branding) วิเคราะห์และเชื่อมโยงนวัตกรรมการสื่อสารดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้นักการเมืองท้องถิ่นและบุคลากรของเทศบาล สามารถสื่อสารนโยบายและบริการสาธารณะที่เข้าถึงประชาชนยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักศึกษา และหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมประชุมวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสังเคราะห์ ข้อมูลจนเกิดเป็น “โมเดลความสำเร็จ” ซึ่งจะถูกนำไปต่อยอดเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแผนกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ท่องเที่ยว “บ้านผักตบ” ที่มีความทันสมัย สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคร่วมสมัย แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณและรากเหง้าของชุมชนไว้อย่างเหนียวแน่น
ภาคบ่าย workshop การเรียนรู้โปรแกรมเอไอ พื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน ถอดรหัส 7 กลยุทธ์สร้างแบรนด์ชุมชนอย่างยั่งยืน การร่วมมือกันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนบทบาทของ มสธ. ในการเป็นผู้นำทางวิชาการที่เชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติจริงในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดประกายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นความสำคัญของ “นวัตกรรมการสื่อสาร” ในฐานะเครื่องยนต์หลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป








