หากจะกล่าวถึงคดีความทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ดุเดือด ยาวนาน และซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของประเทศไทย คงไม่มีกรณีใดเทียบเคียงได้กับ “มหากาพย์ภาษีหุ้นชินคอร์ป” อีกแล้ว
เรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นจากบิ๊กดีล 7.3 หมื่นล้านบาทในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 ได้กลายเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง พลิกผันชะตากรรมของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงมาแล้วหลายราย และในวันนี้ ปี พ.ศ. 2569 มหากาพย์บทเดิมกำลังเปิดฉาก "ภาคต่อ" ที่ทวีความร้อนแรงและเดิมพันสูงยิ่งกว่าเดิม
จากจุดเริ่มต้น สู่ปมเงื่อนงำทางกฎหมาย
ย้อนกลับไปเกือบสองทศวรรษ การขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นำไปสู่การขับไล่รัฐบาลและการรัฐประหาร 2549 แม้ต่อมาในปี 2553 ศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษายึดทรัพย์นายทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท พร้อมวินิจฉัยว่า "หุ้นยังคงเป็นของนายทักษิณ" (ไม่ใช่ของบุตรชายและบุตรสาว) แต่คำวินิจฉัยนั้นกลับกลายเป็นโจทย์หินที่กรมสรรพากรต้องแก้ในทางภาษี
รัฐพยายามทุกวิถีทางที่จะเรียกเก็บภาษี จนนำไปสู่ “แท็กติกกฎหมาย” ในโค้งสุดท้ายก่อนหมดอายุความประเมินภาษีในปี 2560 โดยกรมสรรพากรส่งหมายเรียกไปยังนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ในฐานะ "ตัวแทน" ของบิดา เพื่อเรียกเก็บภาษีกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท
กระบวนการดังกล่าวถูกฝั่งนายทักษิณ ฟ้องโต้กลับ จนศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาในปี 2565 ให้เพิกถอนการประเมินภาษี โดยชี้ว่ารัฐ "ประเมินผิดคนและหมดอายุความ" ในเวลานั้น หลายคนคิดว่าอวสานของมหากาพย์นี้ได้มาถึงแล้ว
จุดพลิกผัน : คำพิพากษากลับศาลฎีกา
ทว่า สัจธรรมในนิติสงครามไทยคือ "เรื่องยังไม่จบ จนกว่าศาลสูงสุดจะตัดสิน" จุดพลิกผันครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2568 เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้มีคำพิพากษากลับ ยืนยันว่าการประเมินภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทของกรมสรรพากรต่อนายทักษิณ นั้น "ชอบด้วยกฎหมายแล้ว" ผลของคำพิพากษานี้แปรสภาพให้นายทักษิณ มีสถานะเป็นผู้ค้างชำระภาษีแผ่นดินอย่างเป็นทางการทันที และเป็นเหตุให้ในปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569) กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่าง คคท. และนักกฎหมาย ออกมาเรียกร้องแกมกดดันให้กรมสรรพากรเร่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อสืบทรัพย์ อายัดทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งฟ้องล้มละลาย เนื่องจากเวลานี้เหลือ "อายุความบังคับคดีภาษี" อีกเพียงประมาณ 1 ปีเศษเท่านั้น ก่อนที่หนี้ก้อนนี้จะกลายเป็นหนี้สูญตลอดกาล
ข้าราชการ: แนวหน้าผู้รับความเสี่ยงในสมรภูมิการเมือง
บทเรียนราคาแพงจากอดีตชี้ให้เห็นว่า ในมหากาพย์นี้ ข้าราชการประจำมักตกเป็น "ผู้รับบาป" เสมอ ในปี 2562 ศาลฎีกาเคยพิพากษาจำคุกอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร (ซึ่งต่อมาเป็น รมช.คลัง) พร้อมข้าราชการระดับผู้อำนวยการรวม 4 ราย เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา จากกรณีทำความเห็นเอื้อประโยชน์ทางภาษีในคดีนี้
ล่าสุด แม้กระทั่ง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ก็ยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญาด้วยมติเฉียดฉิว 4 ต่อ 3 เสียง จากกรณีที่เห็นชอบไม่ให้อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นนี้เมื่อปี 2553 แม้ น.ส.สุภา จะยันหลักกฎหมายว่าทำตามคำสั่งศาลฎีกาและรัฐไม่ได้เสียหาย แต่การชี้มูลนี้สะท้อนชัดว่า ไม่ว่าข้าราชการจะขยับไปทางไหนในคดีนี้ ล้วนมีความเสี่ยงติดคุกแทบทั้งสิ้น
บทสรุปและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
ขณะนี้ กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังกำลังเผชิญกับ "ไฟต์บังคับ" ที่ไม่มีทางเลือกอื่น หากภาครัฐปล่อยเกียร์ว่างจนอายุความบังคับคดีหมดลงในช่วงกลางปี 2570 เงินภาษีของแผ่นดินจำนวน 17,629 ล้านบาทจะสูญไปทันที และสิ่งที่จะตามมาคือ "สึนามิตามกฎหมาย" ที่อธิบดีกรมสรรพากรและผู้เกี่ยวข้องจะถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซ้ำร้ายอาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาและชนวนเหตุขับไล่รัฐบาล
ฉากทัศน์หลังจากนี้ จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐจำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการขั้นเด็ดขาด ทั้งการสืบทรัพย์และการอายัดสินทรัพย์อย่างเป็นรูปธรรม
มหากาพย์ภาษีหุ้นชินคอร์ปในวัยย่าง 20 ปี จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขภาษี แต่คือบททดสอบครั้งสำคัญของระบบนิติรัฐไทย ว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม หรือจะยอมศิโรราบให้กับอำนาจทางการเมือง!
#ภาษีหุ้นชินคอร์ป #ทักษิณชินวัตร #กรมสรรพากร #ปปช #สยามรัฐ #ข่าวการเมือง #คดีภาษี17000ล้าน #สุภาปิยะจิตติ #นิติสงคราม #มหาภารตะภาษี #บังคับคดีภาษี #มาตรา157 #siamrathonline








