คุยเฟื่องเรืองต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
การประชุมสุดยอดที่เกิดขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2026 ระหว่าง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” และ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” นอกจากที่การประชุมครั้งนี้จะได้รับความสนใจไปทั่วโลกก็ตาม แต่ยังได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลกอีกด้วยเช่นกัน
ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จีนสามารถจัดงานต้อนรับได้อย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จัดงานต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์ได้อย่างสมเกียรติ ที่รวมไปถึงงานเลี้ยงรับรองยิ่งใหญ่ระดับชาติ ตามมาด้วยคำเชิญให้คณะรัฐบาลและบรรดานักธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯ ไปเยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ รวมไปถึง “สถานที่พิเศษ” ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนอาศัยและทำงานอยู่ จนสร้างความประทับใจให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นอย่างมาก โดยเขาได้ออกมากล่าวว่า “ถือเป็นความสำเร็จอย่างมากเลยทีเดียว”
ส่วนประเด็นหลักๆ ของการประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องที่ครอบคลุมไปถึงเรื่องของ ไต้หวัน เรื่องสงครามในอิหร่าน และเรื่องสงครามยูเครน!!! แต่จะเห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดเลยว่า ประเทศจีนยึดเอาปัญหาเรื่องไต้หวันเป็นประเด็นหลัก แต่ก็ยังไม่ลืมในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสงครามอิหร่านด้วยเช่นกัน
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมากล่าวหลังจากที่เสร็จสิ้นการประชุมในครั้งนี้ว่า “สหรัฐอเมริกาสามารถบรรลุข้อตกลงด้านการค้าได้อย่างยอดเยี่ยม” โดยถ้อยคำที่เขาได้ออกมากล่าวในครั้งนี้อาจจะหมายถึง การที่จีนตกลงซื้อเครื่องบินโบอิ้ง (Boeing) จำนวน 200 ลำ โดยที่จีนได้ออกมากล่าวว่าหากเครื่องบินโบอิ้งของสหรัฐฯ สร้างความพึงพอใจให้แก่จีนแล้วละก็ ในภายภาคหน้าจีนอาจจะสั่งออเดอร์เพิ่มขึ้นอีก 500 ลำ ในเรื่องราวนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “ข้อตกลงนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่จีนสั่งออเดอร์ด้านการผลิตเครื่องบิน”
อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดกันว่ารถยนต์ไฟฟ้าของจีนก็อาจจะเข้าไปตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน โดยจีนคาดว่าปีนี้จะส่งรถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดโลกมากกว่า 400 ล้านคัน นอกเหนือจากนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า เกษตรกรชาวอเมริกันคงจะพอใจเป็นอย่างมากต่อข้อตกลงที่จีนจะสั่งซื้อถั่วเหลืองมูลค่า “หลายพันล้านเหรียญ”
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์มีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้นำคณะนักธุรกิจชั้นนำร่วม 17 คน จากหลากหลายภาคส่วน ที่มีอาทิเช่น ภาคอุตสาหกรรมเกษตรกรรม อุตสาหกรรมด้านการเงินและการธนาคาร อุตสาหกรรมด้านการบิน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าร่วมในการเยือนจีนครั้งนี้
ในระหว่างการประชุม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แนะนำคณะนักธุรกิจชั้นนำแบบเป็นรายบุคคลให้แก่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยเขาได้กล่าวว่า “การที่ข้าพเจ้านำคณะนักธุรกิจชั้นนำทั้งหมดมาแนะนำและทำความรู้จักต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถือเป็นการแสดงความเคารพ” ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ตอบกลับไปว่า “การประชุมสุดยอดนี้ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์และครั้งสำคัญยิ่งของจีนด้วยเช่นกัน” โดย “รัฐมนตรีต่างประเทศหวัง อี้” ก็ได้ออกมากล่าวว่า “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็จะเดินทางไปเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายนนี้”
แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในงานเลี้ยงต้อนรับคณะของประธานาธิบดีทรัมป์ในวันแรกนั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ปล่อยหมัดแย็บแรกด้วยการหยิบยกเอาประเด็นของไต้หวันขึ้นมา โดยเขากล่าวเตือนต่อประธานาธิบดีทรัมป์ในทีว่า “ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และจีนก็ต้องการที่จะรวมเอาไต้หวันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของจีนอีกด้วย” และ “หากการแก้ไขปัญหาระหว่างไต้หวันกับจีน มิได้ดำเนินการอย่างรอบคอบแล้วละก็ ปัญหาที่แสนอันตรายที่จะตามมา นั่นก็คือการปะทะกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน จนจะมีผลกระทบทำให้สัมพันธภาพอันดีต้องขาดวิ่น"
(จากข้อมูลหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ในหัวข้อ “After Xi’s Warning on Taiwan, He and Trump Strike Positive Tone” New York Times, May 14, 2026)
ในหัวข้อนี้ขณะที่อยู่ในกรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์มิได้ตอบข้อซักถามของนักข่าวเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พูดเกี่ยวกับไต้หวัน แต่เมื่อกลับถึงทำเนียบขาวแล้วเขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “บางทีไม่แน่ว่าข้าพเจ้าอาจจะดำเนินการหรืออาจจะไม่ดำเนินการ เกี่ยวกับการขายอาวุธกว่า 14 พันล้านดอลลาร์ให้กับไต้หวัน” โดยเขาได้กล่าวต่อไปอีกว่า “จะโทรไปคุยกับประธานาธิบดีไต้หวัน” ซึ่งในประเด็นนี้ดูเหมือนว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาพูดในทำนองนี้ เขายังมิได้ทำการบ้านเกี่ยวกับไต้หวันดีเท่าที่ควร ที่มองๆ ไปแล้วอาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์อันดีกับจีนก็เป็นไปได้
ส่วนการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ในการประชุมสุดยอดวันสุดท้าย ปรากฏว่าทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีทรัมป์ ต่างก็มีความคิดเห็นที่ตรงกัน ที่ต่างต้องการที่จะให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม 2026 นี้ว่า “ขณะนี้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดแล้ว แต่เปิดสำหรับประเทศที่เป็นมิตรกับอิหร่านเท่านั้น อาทิเช่น จีน และรัสเซีย แต่มิเปิดให้สหรัฐฯ และอิสราเอล”
ส่วน “รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ คริส ไรท์” ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2026 นี้ว่า “อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้แก่สหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนนี้” โดยเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 นี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของสหรัฐฯ (เครือข่ายบีบีซี) ว่า “การปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการตกลงด้านสันติภาพ”
หากจะลองวิเคราะห์กันดูแล้ว ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้มากที่สุด ก็น่าจะเป็นประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ดูๆ ไปแล้วเขาได้รับใจจากมวลหมู่ประชาทั่วทุกมุมโลก ที่เขาแสดงออกถึงความต้องการที่จะให้โลกของเรามีเสถียรภาพและมีสันติภาพ และยังเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดอีกเช่นกันว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พยายามประนีประนอม หลีกเลี่ยงไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการขัดแย้งในวงกว้าง ทั้งนี้ ไม่แปลกแต่อย่างใดที่ทั้งด้านการวางตัวในการเป็นผู้นำ และด้านการเป็นนักประนีประนอมของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะได้รับความชื่นชมจากทั่วโลก อีกทั้งการที่เขาหยิบยกเอาประเด็นเรื่องไต้หวันขึ้นมาพูดตั้งแต่วันแรกอย่างชัดเจนและชัดถ้อยชัดคำนั้น ก็ถือได้ว่าเขามีความหนักแน่นและชัดเจนอย่างน่าได้รับเสียงปรบมือ!!!
ส่วนฝ่ายที่ได้รับความพ่ายแพ้ผิดหวังในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ก็คงหนีไม่พ้นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องมาจากเขาเพียงแต่ได้รับการต้อนรับในพิธีการอันโอ่อ่าตระการตาอย่างที่เขาปรารถนาเท่านั้น แต่เมื่อการประชุมสุดยอดเสร็จสิ้นลงไปแล้ว เขาก็คงยังอยู่ในจุดเดิม โดยมิได้รับความช่วยเหลือจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มากเท่าใดนัก
กล่าวโดยสรุป ทั้งนี้และทั้งนั้นภาพบรรยากาศในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ แสดงออกถึงความเป็นมิตรอันดีและยังแสดงออกถึงเสถียรภาพอันมั่นคงทางด้านความเป็นผู้นำอีกด้วย แต่ทว่าสงครามอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ ถือเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลก และดูเหมือนว่าการประชุมในครั้งครานี้ทั้งสองผู้นำยังไม่สามารถหาทางออกของสงครามอิหร่านได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม จากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวอันดีให้เกิดขึ้นระหว่าง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” และ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ที่ไม่แน่ว่าต่อไปในภายภาคหน้าจะมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นมาก็ได้ละครับ








