เมื่อวันที่ 25 ก.ค.69 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังสหภาพยุโรป (EU) มีคำสั่งปรับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่กูเกิลถูกสั่งปรับเป็นเงินจำนวนมหาศาล พร้อมประกาศเตรียมตอบโต้ด้วยการเปิดการสอบสวนตามมาตรา 301 และเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปในอัตราสูง
ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อสหภาพยุโรป หลังมองว่าการดำเนินการของ EU เป็นการเลือกปฏิบัติและพุ่งเป้าเล่นงานบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาโดยตรง
“สหภาพยุโรปกำลังทำแบบเดิมอีกครั้ง และก็เช่นเคย พุ่งเป้าโจมตีบริษัทชั้นนำของอเมริกาโดยตรง” ทรัมป์ระบุ
เขายังอ้างถึงกรณีที่ EU เคยสั่งปรับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิล 15,000 ล้านดอลลาร์ เมตา 3,000 ล้านดอลลาร์ แอมะซอน 2,500 ล้านดอลลาร์ และล่าสุดกูเกิลถูกปรับอีก 1,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดค่าปรับสะสมของกูเกิลเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์
ทรัมป์ระบุว่า แนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติดังกล่าวเริ่มทวีความรุนแรงตั้งแต่รัฐบาลของโจ ไบเดน แต่ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดขึ้นอีกในรัฐบาลของตน
“สหรัฐอเมริกาไม่ใช่กระปุกออมสินของยุโรป และเราจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น”
พร้อมกันนี้ ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มการสอบสวนตามมาตรา 301 โดยทันที เพื่อพิจารณาแนวปฏิบัติของสหภาพยุโรปที่เขามองว่าเป็นการเอาเปรียบบริษัทอเมริกัน และสร้างภาระให้กับผู้เสียภาษีของสหรัฐฯ
“สหภาพยุโรปจะต้องจ่ายในราคาที่แพงมากสำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมายและไร้จริยธรรมอย่างยิ่งนี้ ซึ่งผมได้เตือนพวกเขามาโดยตลอด”
ทรัมป์ยังระบุว่า บทลงโทษทั้งหมดจะได้รับการตอบโต้กลับอย่างเต็มรูปแบบ และคาดว่าจะมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูงต่อสินค้าจากสหภาพยุโรปในเร็ว ๆ นี้ พร้อมทิ้งท้ายว่า “โปรดติดตาม”
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป มีคำสั่งปรับกูเกิลเป็นเงิน 890 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นมูลค่าราว 34,000 ล้านบาท จากข้อกล่าวหาว่าบริษัทให้สิทธิพิเศษแก่บริการของตนเองเหนือคู่แข่ง
นับเป็นครั้งแรกที่กูเกิลถูกลงโทษภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) ซึ่งเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่ใช้กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดดิจิทัล
EC ระบุว่า กูเกิลให้ความสำคัญกับบริการของตนเอง เช่น บริการช้อปปิ้งและบริการจองโรงแรม ด้วยการแสดงผลในตำแหน่งที่โดดเด่นกว่าบริการของผู้ให้บริการรายอื่นบนหน้าผลการค้นหา ส่งผลให้คู่แข่งเสียเปรียบ
นอกจากนี้ EC ยังกล่าวหาว่ากูเกิลละเมิดข้อกำหนดด้านการป้องกันการจำกัดทางเลือกของผู้ใช้ โดยกำหนดให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันที่เผยแพร่ผ่าน Google Play ต้องสามารถแจ้งผู้ใช้เกี่ยวกับข้อเสนอทางเลือกที่อาจมีราคาถูกกว่า รวมถึงสามารถนำผู้ใช้ไปยังข้อเสนอบนเว็บไซต์ภายนอกได้
EC ระบุว่า กูเกิลขัดขวางไม่ให้นักพัฒนาแอปสามารถสื่อสาร โปรโมตข้อเสนอ และทำสัญญากับผู้ใช้ได้อย่างอิสระผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายที่ตนเลือก รวมถึงร้านค้าแอปของบุคคลที่สาม
ด้านนายเคนต์ วอล์กเกอร์ ประธานฝ่ายกิจการระดับโลกของกูเกิล แสดงความเห็นว่า การบังคับใช้กฎหมาย DMA ในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
เขาระบุว่า เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย บริษัทอาจต้องยกเลิกฟีเจอร์การค้นหาแบบเรียลไทม์ที่ผู้ใช้ในยุโรปนิยมใช้งาน เช่น การแสดงราคาและจำนวนห้องว่างของโรงแรม เที่ยวบิน และร้านอาหาร รวมถึงต้องลดมาตรการด้านความปลอดภัยบางส่วนของ Google Play
วอล์กเกอร์ยืนยันว่า นี่ไม่ใช่การแข่งขันที่เป็นธรรม แต่เป็นการบั่นทอนคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ร้องเรียนเพียงไม่กี่ราย ขณะที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจในยุโรปกลับเป็นผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมระบุว่ากฎระเบียบควรช่วยให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง
กูเกิลเปิดเผยว่า บริษัทกำลังศึกษาคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป และอยู่ระหว่างการประเมินว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่
นอกจากบทลงโทษทางการเงินแล้ว EC ยังมีคำสั่งให้กูเกิลปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจ โดยต้องปฏิบัติต่อบริการของบุคคลที่สามบนหน้าผลการค้นหาอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงเปิดโอกาสให้นักพัฒนาแอปที่เผยแพร่ผ่าน Google Play Store สามารถโปรโมตข้อเสนอและทำสัญญากับผู้ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกร้านค้าแอป
กูเกิลมีเวลา 60 วันในการปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมาธิการยุโรป หากไม่ดำเนินการตามกำหนด อาจถูกปรับเพิ่มเติมสูงสุดถึง 5% ของรายได้ทั่วโลก
ทั้งนี้ สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กฎหมาย Digital Markets Act ตั้งแต่ปี 2567 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น อัลฟาเบท แอปเปิล และเมตา ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดดิจิทัล
#ทรัมป์ #สหภาพยุโรป #EU #กูเกิล #Google #มาตรา301 #ภาษีนำเข้า #สงครามการค้า #ข่าวต่างประเทศ #เศรษฐกิจ








