“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ถือเป็นหนึ่งใน “กระทรวงเกรดเอ" ที่นักการเมืองทุกยุคทุกสมัยต่างหมายปอง เพราะไม่เพียงแต่เข้าถึงฐานเสียงเกษตรกรทั่วประเทศ แต่ยังมีเม็ดเงินงบประมาณมหาศาลกระจายอยู่ตามกรมกองต่างๆ และเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากขั้วเก่ามาสู่ขั้วใหม่ แรงเสียดทานจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดราม่าการสั่งย้ายฟ้าผ่า “ราเชน ศิลปะรายะ” จาก “อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ไปเป็น “ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดระเบียบข้าราชการทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของ "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ที่ซ่อนโครงสร้างผลประโยชน์และการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองไว้อย่างลึกล้ำ
1. ต้นตอดราม่า: งบซ่อมเครื่องบิน หลานรัฐมนตรี และศักดิ์ศรีข้าราชการ
จุดเริ่มต้นของรอยร้าวนี้ มาจากการพิจารณางบประมาณประจำปี 2570 โดยเฉพาะงบ "ซ่อมบำรุงอากาศยาน" ของกรมฝนหลวงฯ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงปีละ 300 ล้านบาท
“ราเชน” ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีความพยายามจากกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น “หลานของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ โทรศัพท์ติดต่อมาหลายครั้งเพื่อขอเข้าพบ และได้มีการสั่งให้เขาเข้าไปยังที่ทำการพรรคแห่งหนึ่งบนถนนวิภาวดี พร้อมเอกสารสำคัญ ซึ่งเขาได้อัดคลิปไว้เป็นหลักฐาน
โดย “ราเชน” ระบุว่า เมื่อเขาเลือกที่จะแข็งข้อ ปฏิเสธการให้ตัวแทนของหลานรัฐมนตรีเข้าพบ และไม่ยอมทำตามนโยบายสั่งการนอกระบบ ผลที่ตามมาคือการถูกเด้งพ้นตำแหน่งอธิบดีทันที ทั้งที่เหลืออายุราชการเพียง 5 เดือนก็จะเกษียณ
แต่แทนที่จะยอมรับตำแหน่งแขวนในกรุ เขากลับเลือกยื่นหนังสือลาออกเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของข้าราชการ พร้อมทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ด้วยการแฉพฤติกรรมแทรกแซงดังกล่าว แม้ว่าในเวลาต่อมา ตัวแทนฝั่งบุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นหลานของสุริยะ จะออกมาปฏิเสธไทม์ไลน์และยืนยันว่า ไม่เคยพบปะหรือพูดคุยเรื่องงบประมาณใดๆ กับอธิบดีราเชนก็ตาม
2. แรงกระเพื่อมสั่นคลอนเก้าอี้รัฐมนตรี
การดับเครื่องชนของอธิบดีกรมฝนหลวงฯ กลายเป็น "กระสุนทองคำ" ให้ฝ่ายตรวจสอบและขั้วตรงข้ามทางการเมืองทันที
(1) โดนร้ององค์กรอิสระ
“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” และ “ศรีสุวรรณ จรรยา” ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต. และ ป.ป.ช. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน “สุริยะ” ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง และไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
(2) ฝ่ายค้านจี้ปลด
“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ออกมากดดันโดยตรงต่อนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้เร่งปรับ “สุริยะ” ออกจากคณะรัฐมนตรี เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องการทุจริตงบประมาณปี 2570
(3) การถอยฉากของราเชน
ท่ามกลางกระแสว่า “ราเชน” จะไปร้องเรียนกับพรรคกล้าธรรม สุดท้ายเขาเลือกที่จะลางานไปอุปสมบท เพื่อยุติปัญหาและลดความบอบช้ำของครอบครัว พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นเด็กของนักการเมืองคนไหน
3. วิเคราะห์สมการอำนาจ: ใครได้ ใครเสีย จากความขัดแย้งนี้ ?
หากมองข้ามเรื่องดราม่าส่วนบุคคลลงไปถึงการต่อสู้เชิงโครงสร้าง สถานการณ์นี้มีทั้งผู้ที่บอบช้ำและผู้ที่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างชัดเจน
(1) ผู้ได้ประโยชน์สูงสุด
พรรคกล้าธรรม ซึ่งปัจจุบันมี สส. 58 คน กำลังรอจังหวะและสร้างอำนาจต่อรองเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล ข่าวฉาวของพรรคเพื่อไทยในกระทรวงเกษตรฯ ทำให้ภาพลักษณ์การบริหารงานในยุคที่ “ร.อ.ธรรมนัส” คุมกระทรวงนี้ดูมีเสถียรภาพและได้รับแรงสนับสนุนจากข้าราชการประจำมากกว่า
วิกฤตินี้จึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญที่พรรคกล้าธรรมใช้กดดันขอโควตากระทรวงใหญ่ หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี
(2) ผู้ได้ประโยชน์เชิงกลยุทธ์
พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากการที่พรรคร่วมรัฐบาลเบอร์ 2 อย่างเพื่อไทยเกิดแผลใหญ่ ก่อให้เกิดความชอบธรรมหากพรรคภูมิใจไทยต้องการดึงกระทรวงเกษตรฯ กลับมาอยู่ในมือ นอกจากนี้ยังทำให้นายกฯ มีข้ออ้างอันชอบธรรมในการปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต เพื่อล้างไพ่จัดสรรโควตาใหม่
3. ผู้ที่เสียเปรียบและเจ็บหนักที่สุด
“สุริยะ” เพิ่งตัดสินใจสละเก้าอี้ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไปเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เพื่อมาลุยงานบริหารเต็มตัว หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เขาพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีจากพิษจริยธรรมครั้งนี้ เขาจะตกงานทางการเมืองทันที ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธา ตอกย้ำภาพจำเรื่องทุนการเมืองและการเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ
ความขัดแย้งระหว่าง “สุริยะ” กับ “ราเชน” ถือว่าเป็นการเดิมพันที่สูงลิ่ว ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ดราม่านี้จะลุกลามยืดเยื้อต่อไปอีกหรือไม่ และจะลงเอยอย่างไร ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#กรมฝนหลวง #กระทรวงเกษตร #ราเชนศิลปะรายะ #สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #ปรับครม #siamrathonline








