การออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาแหล่งเงินมาเติมในระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือยุทธศาสตร์ “กู้ศรัทธา” ครั้งสำคัญ เพื่อแก้ปมปัญหาปากท้องและปัญหาทางการเมืองที่กำลังรุมเร้า แม้ในช่วงแรกจะมีกระแสข่าวสับสน แต่ล่าสุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาส่งสัญญาณเดินหน้าเต็มตัว
คือการประกาศว่ารัฐบาลพร้อมจะเดิมพันหมดหน้าตักเพื่อรักษาสัญญาประชาคม โดยเฉพาะนโยบายเรือธงอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ที่จะถูกนำมารีแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทย” เพื่อเยียวยาประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 2.9% สวนทางกับจีดีพีที่โตต่ำเพียง 1.4% ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ลากยาวไปโดยไร้มาตรการอัดฉีด เงินในกระเป๋าประชาชนร่อยหรอ ศรัทธาทางการเมืองที่สะสมมาจากช่วงเลือกตั้งย่อมหดหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในขณะเดียวกันก็เลือกที่จะสยบข่าวลือเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT 7% โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าในปีนี้จะไม่มีการปรับขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย เรียกได้ว่าเป็นความพยายามที่จะตัด “ปัจจัยลบ” ที่จะมีต่อคะแนนนิยมของรัฐบาล ในทางกลับกัน กระแสข่าวขึ้น VAT 7% ในมุมกลับก็เหมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมในการกู้เงิน 5 แสนล้านบาทให้กับรัฐบาล แทนที่จะต้องมาขึ้นภาษีกับประชาชน
ท่ามกลางการจับตาของฝ่ายค้านและฝ่ายแค้น น่าสนใจว่ารัฐบาลอนุทิน 2 จะฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วย “กระสุนจริง” ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และได้นานแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในการประชุม ครม. เศรษฐกิจร่วมกับ กกร. ในวันที่ 27 เมษายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทก้อนนี้ จะสามารถพลิกฟื้นทั้งตัวเลขเศรษฐกิจและกู้คืนศรัทธาทางการเมืองให้กลับมาแข็งแกร่งได้ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่
#รัฐบาลอนุทิน #กู้เงิน5แสนล้าน #พรกกู้5แสนล้าน#ไทยช่วยไทย #เศรษฐกิจไทย #คนละครึ่ง #วิกฤตค่าครองชีพ #การเมือง #เอกนิติ #กระทรวงการคลัง #อนุทินชาญวีรกูล








