วิกฤตความร้อน และ ต้นทุนพลังงาน กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรและอาหารสด ณ วันที่ 17 เมษายน พบว่า ภาพรวมราคาสินค้ามีการขยับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเนื้อหมู ไข่ไก่ และผักสด ซึ่งหากวิเคราะห์ในเชิงลึกจะพบว่าแรงกดดันไม่ได้มาจากความต้องการบริโภคที่พุ่งสูงในช่วงเทศกาลเพียงอย่างเดียว แต่กลับเป็นผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดจากสภาวะอากาศร้อนจัด หรือ Heatwave ที่รุนแรงกว่าปีก่อนหน้า ผสมโรงกับต้นทุนค่าขนส่งที่ยังทรงตัวในระดับสูง
เริ่มต้นที่สถานการณ์ เนื้อหมู ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดค่าครองชีพที่สำคัญ โดยราคาขายปลีกชิ้นส่วนยอดนิยมอย่างเนื้อแดงสะโพกและไหล่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ขยับขึ้นมาอยู่ในช่วง 145–165 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่หมูสามชั้นพุ่งทะยานไปถึง 175–195 บาทต่อกิโลกรัม การปรับขึ้นราคานี้สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบปศุสัตว์ที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลให้สุกรโตช้าและเกิดความสูญเสียในระหว่างการเลี้ยงมากขึ้น เมื่อปริมาณผลผลิตในระบบลดลงแต่ต้นทุนการจัดการฟาร์มพุ่งสูงขึ้นตามค่าไฟฟ้าและระบบทำความเย็น จึงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้กลไกราคาขยับตัวสูงขึ้นตามลำดับ
ในขณะที่ ไข่ไก่ ซึ่งเป็นโปรตีนพื้นฐานของทุกครัวเรือนกลับตกอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างน่ากังวล แม้เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่จะพยายามคงราคาแนะนำหน้าฟาร์มไว้ที่ประมาณ 3.60 บาทต่อฟอง แต่ในความเป็นจริงราคาขายปลีกกลับพุ่งสูงเกินกว่านั้น โดยเฉพาะไข่ไก่เบอร์ใหญ่ที่เริ่มขาดตลาดจากการที่ไก่ไข่ให้ผลผลิตขนาดเล็กลงเนื่องจากสภาวะความเครียดจากความร้อน ส่งผลให้ราคาไข่ไก่เบอร์ 0 ปลีกในบางพื้นที่แตะระดับ 4.10–4.30 บาทต่อฟอง สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงส่วนต่างกำไรของพ่อค้าคนกลางที่เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงในการขนส่งและการเก็บรักษาท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้น
ทางด้าน พืชผักสด และ สินค้าสวนครัว ก็เผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่าดัชนีราคาในหมวดผักสดพุ่งสูงถึง 2.23% โดยเฉพาะผักใบและผักปรุงรสอย่างมะนาว ต้นหอม และผักชี ที่ขาดแคลนน้ำในแหล่งปลูกสำคัญ ทำให้ปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดลดลงราว 10-15% สวนทางกับความต้องการสะสมหลังจบเทศกาล ซึ่งปัจจัยนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่สอง กลายเป็นสัญญาณเตือนว่าต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรกรรมอาจยังไม่ถึงจุดสูงสุด
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยลบรายล้อมแต่มาตรการเชิงรุกจากกรมการค้าภายในยังคงเป็นแนวรับสำคัญในการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้พุ่งสูงจนเกินจริง โดยมีการยืนยันว่า สินค้าควบคุมหลักยังไม่มีการอนุญาตให้ปรับราคาขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งออกมาสยบกระแส “ข่าวปลอม” เรื่องการขึ้นราคาสินค้า 6 กลุ่มรวดหลังสงกรานต์เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกและการกักตุนสินค้า
ในเชิงวิเคราะห์สรุปได้ว่าแนวโน้มราคาสินค้าหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับสองตัวแปรหลัก คือ การบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์จากราคาน้ำมันดีเซล และ ความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรต่อสภาวะโลกร้อน ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือนให้มั่นคงต่อไป








