ภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางราคาสินค้าเกษตรไทยในรอบสัปดาห์สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนสำคัญจากปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อพลังงานและโลจิสติกส์โลก ตลอดจนมาตรการฟื้นฟูธรรมชาติของประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้กลไกตลาดสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยกลุ่มธัญพืชหลักอย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ กากถั่วเหลืองนำเข้า ต่างได้รับอานิสงส์จากสภาวะตลาดโลกที่ตึงตัวขึ้นตามลำดับ หลังจากที่นักลงทุนในตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) เริ่มแสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก การส่งสัญญาณที่ชะงักงันนี้ดึงให้ราคาน้ำมันดิบโลกทะยานสูงขึ้น และส่งแรงกระเพื่อมต่อเนื่องไปยังพืชเชิงพลังงานและพืชไร่ทั่วกระดาน
โดยราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศ ขยับขึ้นมาอยู่ที่หาบละ 792 บาท สอดคล้องกับทิศทางราคาในตลาดโลก ขณะที่กากถั่วเหลืองนำเข้าแม้จะยังรักษาระดับการซื้อขายที่กิโลกรัมละ 16.40 บาท แต่ก็มีแรงหนุนเชิงบวกจากข้อตกลงซื้อขายสินค้าเกษตรมูลค่ามหาศาลระหว่างจีนและสหรัฐฯ รวมถึงความกังวลชั่วคราวจากการประท้วงหยุดงานของแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้แนวโน้มราคาวัตถุดิบทั้งสองชนิดนี้มีทิศทางที่จะยืนแข็งและปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป
ในขณะเดียวกัน วัตถุดิบโปรตีนที่สำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อย่างปลาป่น ก็กำลังเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างหนักเนื่องจากประเทศเปรู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ของโลก ยังคงอยู่ในช่วงประกาศประกาศห้ามจับปลาเพื่อคุ้มครองปริมาณลูกปลาและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยคาดว่าจะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณสต็อกและราคารับซื้อในตลาดใหญ่อย่างจีนให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งแรงกดดันมายังตลาดประเทศไทยในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาปลาป่นในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นทันทีกิโลกรัมละ 2 บาทในทุกเกรดสินค้า โดยปลาป่นเกรดกุ้งขยับขึ้นไปแตะกิโลกรัมละ 61 บาท ส่วนปลาป่นเบอร์ 1 เกรดโปรตีนสูงกว่า 60% ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 55.70 บาทต่อกิโลกรัม และเกรดอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นตามสัดส่วน ซึ่งคาดว่าแรงกดดันด้านราคาจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าผลผลิตล็อตใหม่จากเปรูจะเริ่มเข้าสู่ตลาด
สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าวสารไทย ในสัปดาห์นี้กลายเป็นสินค้าดาวเด่นที่ราคาปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างโดดเด่น ทั้งการซื้อขายภายในประเทศและตลาดส่งออก โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ราคาในประเทศปรับเพิ่มขึ้นถึงกระสอบละ 100 บาท มาอยู่ที่กระสอบละ 1,420 บาท ขณะที่ปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ขยับขึ้นเป็นกระสอบละ 1,250 บาท เช่นเดียวกับราคาตลาดต่างประเทศ (F.O.B.) ท่าเรือกรุงเทพฯ ที่ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากตันละ 452 เหรียญสหรัฐฯ สู่ระดับ 484 เหรียญสหรัฐฯ สะท้อนถึงคำสั่งซื้อและความต้องการในตลาดโลกที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ราคาอาจจะเริ่มเข้าสู่ระยะทรงตัวเพื่อปรับฐานตามปริมาณผลผลิตที่จะทยอยออกมาเพิ่มเติม
ส่วนภาพรวมในซีกของสินค้าปศุสัตว์หลักของไทย ทั้งสุกร ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ในสัปดาห์นี้ภาพรวมค่อนข้างนิ่งและรักษาเสถียรภาพด้านราคาไว้ได้อย่างมั่นคง โดยสถานการณ์ของสุกรขุนหน้าฟาร์มเริ่มมีสัญญาณบวกในแง่ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวกลับมาหนาแน่นอีกครั้งในระดับ 65,000 ถึง 66,000 ตัวต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับช่วงไตรมาสแรกของปี หลังจากที่เคยย่อตัวลงไปในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาซื้อขายสุกรขุนหน้าฟาร์มในหลายภูมิภาคยังคงทรงตัวได้ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่ทำราคาได้สูงสุดในระดับ 64 ถึง 66 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาลูกสุกรขนาด 16 กิโลกรัม ทรงตัวอยู่ที่ตัวละ 1,300 บาท เช่นเดียวกับสถานการณ์ของไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มที่ตรึงราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท แม้ว่าราคาลูกไก่เนื้อจะมีการปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ตัวละ 14.50 บาทก็ตาม
ด้านตลาดไข่ไก่ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ยังคงร่วมมือกันรักษาเสถียรภาพโดยยืนราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มไว้ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งคาดว่าสินค้าในกลุ่มปศุสัตว์ทั้งหมดนี้จะยังคงรักษาระดับราคาที่ทรงตัวต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากปริมาณผลผลิตและการบริโภคในประเทศยังคงอยู่ในภาวะที่สมดุล








