ภายใต้ภูมิทัศน์การเมืองไทยที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจรัฐอย่างเต็มตัว ผ่านการจัดตั้ง "รัฐบาลอนุทิน 1" จนถึง "รัฐบาลอนุทิน 2" สังคมกำลังจับตามองจิ๊กซอว์ทางการเมืองชิ้นสำคัญที่อาจกำลังถูกนำมาวางกลับคืนสู่กระดาน นั่นคือการเตรียมหวนคืนสู่อำนาจของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
บทความนี้จะกางภาพใหญ่เพื่อสำรวจปรากฏการณ์และตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งของกลไกการเมืองและกฎหมายไทย ตั้งแต่วิบากกรรมคดีซุกหุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7:1 ชี้ขาดพฤติการณ์นอมินี
ไปจนถึงจุดหักมุมพลิกกระดานเมื่อ ป.ป.ช. มีมติ "ยกคำร้อง" อย่างเงียบเชียบ ในจังหวะเวลาที่สอดรับกับการสถาปนาอำนาจของพรรคต้นสังกัด
พร้อมทั้งถอดรหัสปริศนา "เก้าอี้รัฐมนตรีที่ถูกเว้นว่างไว้ 1 ตำแหน่ง" ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความบังเอิญ หรือแท้จริงแล้วได้ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล เพื่อปูพรมแดงต้อนรับการ Come back ของใครบางคน ?
1. จากมติศาลรัฐธรรมนูญ 7:1 รอยด่างทางการเมือง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “ศักดิ์สยาม” สิ้นสุดลง โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่
ศาลได้กางเส้นทางการเงินและชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ "นิติกรรมอำพราง" หรือการใช้ "นอมินี" เข้ามาถือครองหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น มูลค่า 119.5 ล้านบาท
ความน่าสนใจคือ พยานหลักฐานที่ศาลหยิบยกมานั้นเต็มไปด้วยข้อพิรุธที่ชวนตั้งคำถาม เช่น ลูกจ้างที่มีรายได้หลักหมื่นแต่กลับมีเงินไปซื้อหุ้นหลักร้อยล้านบาท
หรือการอ้างว่าบริษัทขาดสภาพคล่อง แต่กลับมีเงินสดไปซื้อเครื่องบินส่วนตัวราคา 12 ล้านบาทเพื่อรองรับภารกิจทางการเมืองของ “ศักดิ์สยาม”
ไปจนถึงบิลค่าน้ำมันรถยนต์ส่วนตัวที่นำมาเบิกกับห้างหุ้นส่วน โดยพนักงานบัญชีระบุในบันทึกว่า “เบิกเพื่อ ติดตามนาย" ทั้งที่ “ศักดิ์สยาม” เคยอ้างว่าตัดขาดการบริหารไปแล้ว
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ความผิดที่ดูชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ทำให้เขาโดน "ประหารชีวิตทางการเมือง" หรือถูกตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต ?
คำตอบอยู่ที่ "เส้นแบ่ง" ของกฎหมาย อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนั้น มีผลเพียงแค่การ "ถอดถอนออกจากสถานะรัฐมนตรี" แต่ดาบประหารที่แท้จริงที่จะนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต (ตามมาตรา 235 ของรัฐธรรมนูญ) เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องรับไม้ต่อ เพื่อสืบสวนว่าพฤติกรรมนี้เข้าข่าย "จงใจ" ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ?
2. จุดหักมุมเดือนกันยายน 2568 : เมื่อ ป.ป.ช. มองต่างมุม
ชะตากรรมทางการเมืองของ “ศักดิ์สยาม” ถูกแขวนไว้กับมติของ ป.ป.ช. ทว่าความตื่นตะลึงก็บังเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเลขาธิการ ป.ป.ช. ออกมายอมรับกับสื่อมวลชนว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ได้มีมติ "ยกคำร้อง" คดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จของศักดิ์สยามไปเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่กระตุ้นให้สังคมต้องขบคิด ไม่ใช่แค่ผลของการยกคำร้องที่ดูเหมือนจะสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คือ "จังหวะเวลา" มติยกคำร้องนี้เกิดขึ้นไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 แต่กลับถูกเก็บเงียบมานานกว่าครึ่งปี
และบังเอิญเหลือเกินว่า เดือนกันยายน 2568 คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่พรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้ง "รัฐบาลอนุทิน 1" ภายหลังอุบัติเหตุทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยล้มทั้งกระดาน
ในแง่ของกฎหมาย มีรายงานว่า ป.ป.ช. ให้น้ำหนักกับคำว่า "เจตนา" โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เชื่อตามคำชี้แจงของ “ศักดิ์สยาม” ที่ระบุว่า ตนเพิ่งทราบเรื่องการถือครองหุ้นจำนวนนี้ในชั้นการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ จึงถือว่า “ขาดเจตนาปกปิด”
ผลของการยกคำร้องนี้ ราวกับเป็นการปลดล็อกโซ่ตรวน ปลดเปลื้องมลทิน และคืนสิทธิอันชอบธรรมทางกฎหมายให้ “ศักดิ์สยาม” อย่างสมบูรณ์ แถมหลังจากเดือนกันยายน 2568 เป็นต้นมา หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก็ได้กลับมารับงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ไปแล้วอย่างน้อย 6 สัญญา มูลค่ากว่า 77 ล้านบาท
3. รัฐบาลอนุทิน 2 กับ "เก้าอี้ปริศนา" ที่เว้นว่าง
จุดสังเกตที่สะดุดตาที่สุดคือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีได้สูงสุด 36 ตำแหน่ง (รวมนายกรัฐมนตรี) แต่ในการจัดตั้ง ครม. อนุทิน 2 กลับมีการแต่งตั้งเพียง 35 ตำแหน่ง เป็นการจงใจเว้นว่างเก้าอี้รัฐมนตรีไว้ 1 ตัว
ในเกมการเมืองระดับชาติ การเว้นเก้าอี้ไม่ใช่ความบังเอิญหรือจัดสรรโควตาไม่ลงตัว แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ เมื่อกางปฏิทินดูการออกมายอมรับเรื่องการยกคำร้องของ ป.ป.ช. ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ประกอบกับการเว้นเก้าอี้ ครม. จึงก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า เก้าอี้ตัวที่ 36 ที่สงวนไว้นี้ เตรียมไว้เพื่อต้อนรับการหวนคืนสู่อำนาจของใคร ?
4. ความย้อนแย้งที่ชวนตั้งคำถาม
ปรากฏการณ์การเตรียม Comeback ของ “ศักดิ์สยาม” ทิ้งคำถามตัวโตๆ ไว้ให้สังคมต้องนำไปขบคิด ดังนี้
(1) มาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมอยู่ตรงไหน ?
เมื่อองค์กรตุลาการสูงสุดอย่างศาลรัฐธรรมนูญ (มติ 7:1) มองเห็นข้อพิรุธพฤติการณ์นอมินีและเส้นทางการเงินที่ผิดปกติอย่างแจ่มชัด แต่องค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. กลับมองไม่เห็นเจตนาทุจริต
การใช้ดุลยพินิจที่ลักลั่นและขัดแย้งกันอย่างรุนแรงของสองเสาหลักนี้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกลไกปราบปรามการทุจริต
(2) อำนาจทางการเมืองส่งผลต่อการตรวจสอบหรือไม่ ?
การตีตกคดีใหญ่ที่มีเดิมพันสูง ในช่วงจังหวะเวลาเดียวกับที่พรรคการเมืองต้นสังกัดกำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจรัฐ เป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ประจวบเหมาะ หรือเป็นภาพสะท้อนถึงอิทธิพลเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ?
เก้าอี้ดนตรีตัวสุดท้ายที่เว้นว่างไว้ อาจกำลังรอผู้เล่นคนเดิมกลับมานั่ง และเมื่อวันนั้นมาถึง... การเมืองไทยคงต้องบันทึกสถิติของการล้มแล้วลุกขึ้นมาผงาด ที่พยายามทำให้แนบเนียนที่สุดอีกครั้ง…ในหน้าประวัติศาสตร์
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#ศักดิ์สยาม #ภูมิใจไทย #อนุทิน2 #การเมืองไทย#ข่าวการเมือง #siamrathonline







