หากพูดถึงโครงสร้างอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย ตระกูล “ชิดชอบ” แห่งจังหวัดบุรีรัมย์ ย่อมอยู่ในลำดับต้นๆ
จากจุดเริ่มต้นในยุคบุกเบิกของ “ชัย ชิดชอบ” สู่ยุคผู้เปลี่ยนเกมอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีอำนาจตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย วันนี้ได้สืบทอดมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 “ไชยชนก ชิดชอบ” บุตรชายคนโตของเนวินและกรุณา
ท่ามกลางคำถามที่ว่า เขาคือผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลง “การเมืองบ้านใหญ่” ให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ หรือเป็นเพียง "ร่างทรง" ที่ถูกสวมทับด้วยวาทกรรมคนรุ่นใหม่ เพื่อรักษาสถานะอำนาจเดิมของตระกูลเอาไว้ ?
1. “ไชยชนก” ผู้เคยให้นิยามตัวเองว่า “เด็กบ้านนอก”
“ไชยชนก” ถูกส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นยาวนานถึง 17 ปี ผ่านการศึกษาในสถาบันชั้นนำอย่าง Millfield Preparatory School และ City St George's, University of London
เมื่อกลับมาเมืองไทยในวัย 25 ปี ภาพจำแรกที่เขาปรากฏตัวต่อสื่อ ไม่ใช่ลุคนักเรียนนอกทายาทนักการเมืองใหญ่ แต่คือชายหนุ่มที่เดินเข้ากรมเป็นทหารเกณฑ์ สังกัดกองทัพบก ผลัด 1 ก่อนจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น ในการอภิปรายประเด็นระดับชาติในสภา เขายังเคยนิยามตัวเองว่า “เป็นเพียงเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ใน จ.บุรีรัมย์”
2. จาก "เด็กติดเกม" สู่ ผู้บริหารทีม Buriram United Esports
ในสายตาของพ่อผู้เข้มงวดอย่างเนวิน “ไชยชนก” เคยเป็นเพียง “เด็กติดเกม” แต่เขาพลิกอคตินั้นให้กลายเป็นวิสัยทัศน์ระดับพันล้าน ด้วยการบุกเบิกและบริหารทีม Buriram United Esports จนผงาดคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ
ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬา แต่มันคือ "Political Sandbox" หรือพื้นที่ทดลองทางการเมืองของ “ไชยชนก” ที่ได้พิสูจน์ว่า เขาสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่พรรคภูมิใจไทยเข้าถึงได้ยากที่สุด
ที่น่าสนใจคือ “ไชยชนก” เคยให้สัมภาษณ์ว่า “เคยเกลียดการเมืองมาก” เพราะเติบโตมากับการเห็นพ่อถูกทหารตามจับและต้องหลบซ่อนตัว
แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขายอมเข้าสู่สนามการเมือง คือปรากฏการณ์ความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ จากการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ โดยเขาตั้งใจจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง ที่ต้องมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ตัดสินใจ ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
3. ปรากฏการณ์ “ลูกเทพ”
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ด้วยวัยเพียง 33 ปีของไชยชนก นำมาซึ่งปรากฏการณ์ทางโครงสร้างการเมืองที่เรียกว่า “กลุ่มลูกเทพ” หรือ “กลุ่มลูกบังเกิดเกล้า”
กลุ่มนี้คือการรวมตัวกันของทายาทเจเนอเรชันที่ 2 และ 3 ของ “กลุ่มบ้านใหญ่" พรรคภูมิใจไทย ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในคณะรัฐมนตรีและในกรรมาธิการสภา ไม่ว่าจะเป็นทายาทตระกูลพันธ์เจริญวรกุล (อยุธยา), ปริศนานันทกุล (อ่างทอง), หรือ ไทยเศรษฐ์ (อุทัยธานี)
แม้ “ไชยชนก” จะอธิบายว่า นี่คือกลุ่มคน “เจนใหม่ บ้านใหญ่ มีของ” ที่เติบโตมากับสายเลือดการเมืองและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์…
แต่การถ่ายโอนอำนาจผ่านสายเลือด ทำให้เกิดคำถามว่า สังคมไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ของคนหนุ่มสาว หรือเพียงแค่ย่ำอยู่กับที่ผ่านระบอบคณาธิปไตย ที่ตระกูลการเมืองเดิมๆ สืบทอดและยึดครองที่นั่งในคณะรัฐมนตรีติดต่อกัน ?
และนี่คือความกดดันมหาศาลที่ “กลุ่มลูกเทพ” ต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า พวกเขามีดีกว่าแค่การเป็น "ลูกของนักการเมืองบ้านใหญ่"
4. รัฐมนตรี "ดีอี" อายุน้อยที่สุด กับวาทะ "ไม่เอากาสิโน"
การรับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ของ “ไชยชนก” ในวัย 35 ปี ถือเป็นการหลีกหนีภาพลักษณ์กระทรวงรับเหมาก่อสร้างแบบเดิมๆ ของภูมิใจไทย
เขาเดินหน้าด้วยนโยบายรับมือ "ภัย 4 ด้าน" (ภัยธรรมชาติ, ภัยความมั่นคง, ภัยเศรษฐกิจ, และภัยทางสังคม) มีผลงานเชิงประจักษ์เช่น การลุยปิดเว็บพนันกว่า 4.8 แสนรายการ จับมือกับแพลตฟอร์มเอกชนอย่าง LINE เพื่อทำระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ และการพัฒนาระบบ e-Office ของรัฐ
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ “ไชยชนก” โดดเด่นขึ้นมาก็คือการประกาศจุดยืนกลางสภาในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยว่า “ผม นายไชยชนก ชิดชอบ... จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน และไม่ใช่แค่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ทุกๆ พ.ร.บ.หลังจากนี้... ผมก็จะไม่พิจารณา”
การประกาศกร้าวครั้งนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล เพราะแนวคิดของเขาดูย้อนแย้งและฉีกออกจากการเมืองสายประนีประนอมแบบอนุรักษนิยมของเนวินอย่างสิ้นเชิง และเป็นการส่งสัญญาณว่า พร้อมที่จะชนกับการเมืองแบบเก่าที่ขัดกับความเชื่อของเขา
5. ก้าวข้ามเงาเนวิน หรือแค่เพียงเปลี่ยนหน้ากาก ?
เส้นทางการเมืองของ “ไชยชนก ชิดชอบ” กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ระหว่าง “ตัวตนที่แท้จริง” กับ “ร่มเงาของตระกูล”
ในด้านหนึ่ง เขาคือภาพแทนการปรับตัวของนักการเมืองรุ่นใหม่ในระบบบ้านใหญ่ ที่รู้ว่าการเอาชนะใจคนในโลกยุคใหม่ ไม่สามารถทำได้ด้วยการแจกของหรือระบบอุปถัมภ์แบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องใช้เทคโนโลยี วิสัยทัศน์ และนโยบายที่จับต้องได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างที่อุ้มชูเขาขึ้นมา ก็ยังคงเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ กลุ่มทุน และเส้นสายของกลุ่มบ้านใหญ่ทั่วประเทศ
สุดท้ายนี้ก็ต้องจับตาว่า "หัวหน้ากลุ่มลูกเทพ" ผู้นี้ จะก้าวพ้นหล่มการเมืองแบบเก่า… หรือในที่สุดจะเป็นเพียง "ตัวแทนตระกูลชิดชอบ" ที่ถูกวางตัวให้เป็นกัปตันเรือคนใหม่ ในโครงสร้างอำนาจแบบเดิม ?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม







