หมายเหตุ ; เจาะลึกการเมืองหลังสงกรานต์ ที่ร้อนแรงกว่าอากาศ! “ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น” อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้สัมภาษณ์รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline ชวนมองข้ามช็อตวิเคราะห์อนาคตรัฐบาลเพื่อไทย จับตา "ทักษิณ" พ้นโทษ 11 พฤษภาคมนี้ จะกบดานหลังม่านหรือรุกเกมหนัก
วัดกึ๋นรัฐบาล "อนุทิน 2" แก้ปัญหาน้ำมันแพง ประชาชนจะอุ้มต่อหรือจะลงถนน ตัวตัดสินอยู่ที่ ผลงานภายใน 2 เดือนนี้ เปิดแผน "พรรคส้ม" ฝ่ามรสุมนิติสงคราม เบนเข็มลุยสนามผู้ว่าฯ กทม. เพื่อรักษาฐานเสียง 33 เขต กทม.
- ในการประเมินการเมืองหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีประเด็นหรือจุดพลิกผันใดที่ควรต้องจับตามองเป็นพิเศษ?
จุดแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือ ระดับความคาดหวังของประชาชนที่พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด เมื่อพ้นช่วงเทศกาล ประชาชนจะกลับเข้าสู่โหมดการทำงานปกติและโฟกัสที่ปัญหาพื้นฐานเดิม คือค่าครองชีพที่แพงขึ้นและราคาน้ำมัน
รัฐบาลจึงอยู่ในช่วงที่เปราะบางมาก หากนโยบายหรือ "แพ็กเกจ" ที่ออกมาหลังสงกรานต์ไม่สามารถซื้อใจประชาชนได้ รัฐบาลอาจจะ "ถอยหลังลงคลอง" แต่ถ้าทำได้ดีจนเป็นที่พอใจก็จะสามารถ "ตั้งไข่" เดินหน้าต่อได้
เมื่อพิจารณาบริบทแวดล้อม รัฐบาลมีความแข็งแกร่งในเชิงปริมาณ โดยมีพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงสูงถึง 191 เสียง เป็นแกนนำฝั่งอนุรักษนิยมที่มั่นคง
ขณะที่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอันดับ 2 มีเพียง 74 เสียง จึงอยู่ในสถานะที่ต้องเกรงใจและไม่สามารถ "เล่นตัว" ได้มากนัก
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านในปัจจุบันยังขาดความเป็นเอกภาพ โดยแต่ละพรรคมีแนวทางเป็นของตนเองและบางพรรคยังเผชิญมรสุมการเมือง ทำให้ฝั่งรัฐบาลดูเข้มแข็งกว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกัน
อย่างไรก็ตาม ตัวตัดสินที่แท้จริงคือประชาชน รัฐบาลต้องลดความไม่พอใจและเพิ่มความพึงพอใจให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนไหวบนท้องถนน เพราะโลกโซเชียลไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่การเดินเท้าบนถนนของจริงเหมือนในอดีตคือสิ่งที่จะจัดการรัฐบาลได้จริง
- หากสถานการณ์ราคาสินค้าและน้ำมันพุ่งสูงขึ้นหลังสงกรานต์ รัฐบาลจะมีกลยุทธ์ในการรับมืออย่างไรเพื่อรักษาความเชื่อมั่น?
แนวโน้มราคาสินค้าและน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน ซึ่งรัฐบาลได้ทำการสื่อสารให้ประชาชนเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว จากการสังเกตพบว่าความไม่พอใจของประชาชนเริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากการก่นด่าด้วยความตกใจ เป็นความเคยชินและรับรู้ว่าเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประชาชนจะไม่ได้มองแค่ว่าของแพงหรือไม่ แต่จะมองไปที่ "ฝีมือ" ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาหรือบรรเทาทุกข์
หากรัฐบาลสามารถออกชุดมาตรการที่ช่วยลดอุณหภูมิความไม่พอใจลงได้ แม้จะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการประคองสถานการณ์
-ความเสี่ยงที่จะเกิดการประท้วงบนท้องถนนหรือการรัฐประหาร?
โอกาสที่การเมืองจะดำเนินไปอย่างราบรื่นมีประมาณ 70% และความเสี่ยงที่จะไม่ราบรื่นอยู่ที่ 30% แม้ปัจจัยภายนอกจะดูเอื้ออำนวย แต่หากความไม่พอใจของประชาชนสะสมจนคุมในโซเชียลไม่อยู่ อาจกระตุ้นให้คนรุ่นก่อนที่มีประสบการณ์ลงถนนออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ซึ่งแกนนำม็อบในอดีตก็ยังคงมีศักยภาพและอยู่ในพื้นที่
ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดคือประมาณ 1-2 เดือนหลังสงกรานต์ หากนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลเข็นออกมาไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม สถานการณ์ที่เคยว่าราบรื่นอาจพลิกผันได้ทันที
-การได้รับอิสรภาพอย่างเต็มตัวของคุณทักษิณ ชินวัตร ในช่วงเดือนพฤษภาคม จะส่งผลต่อทิศทางการเมืองและพรรคเพื่อไทยอย่างไร?
คุณทักษิณน่าจะได้รับอิสรภาพตามสิทธิและไทม์ไลน์ในวันที่ 11 พฤษภาคม แต่คาดว่าจะยังคงใช้กลยุทธ์ "สงบเสงี่ยม" และ "อดทนเงียบๆ" เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์เชิงลบหรือกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน
ประเมินว่าอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีที่คุณทักษิณจะไม่ปรากฏตัวให้สัมภาษณ์ประเด็นร้อน ไม่ขึ้นเวทีปาฐกถา หรือแสดงตัวว่ากำหนดนโยบายให้พรรคเพื่อไทยอย่างออกหน้าออกตา แต่อาจมีภาพการไปรับประทานอาหารทั่วไปเพื่อให้คนหายคิดถึงสาเหตุสำคัญที่ต้องเก็บตัวเนื่องจากพรรคเพื่อไทยกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำและต้องการเวลาฟื้นฟู
อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ ความระแวงของพรรคสีน้ำเงิน (ภูมิใจไทย) หากเพื่อไทยรุกหนักเกินไป อาจถูกเขี่ยออกจากพรรคร่วมรัฐบาลแล้วแทนที่ด้วยพรรคกล้าธรรม ซึ่งมี 58 เสียง ห่างจากเพื่อไทยเพียง 16 เสียงเท่านั้น
คุณทักษิณจึงต้องเลือกบัญชาการอยู่ "หลังม่าน" เพื่อประคองตัวให้พ้นช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบแรก และรอดูท่าทีว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะยังคงสนับสนุนเพื่อไทยต่อไปหรือไม่
หากวันหนึ่งเพื่อไทยถูกผลักออกไปเป็นฝ่ายค้าน เมื่อนั้นคุณทักษิณจึงจะออกมาเคลื่อนไหวเต็มตัวเพื่อปั้นพรรคใหม่
-ประเมินความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยในระยะยาวอย่างไร?
ทั้งสองพรรคจำเป็นต้องจับมือกันในระยะแรกเพราะสถานการณ์บังคับ โดยพรรคสีน้ำเงินต้องการความเข้มแข็งของรัฐบาล ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องการเวลาในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ คาดการณ์ว่าจะร่วมมือกันได้ประมาณ 1-2 ปี
ธรรมชาติของรัฐบาลเมื่อทำงานร่วมกันไปนานๆ จะมีความขัดแย้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณและการตัดโครงการกันเอง ซึ่งจะสร้างความกินแหนงแคลงใจสะสม การจะอยู่รอดจนครบ 4 ปีจึงเป็นเรื่องยากมาก ความสัมพันธ์จะถึงจุดตัดเมื่อพรรคหนึ่งเริ่มเติบโตจนแข็งแกร่งพอ หรือเมื่อพรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับไปเป็นฝ่ายค้าน
- สถานการณ์ของ "พรรคส้ม" พรรคประชาชน ในช่วงเดือนพฤษภาคม จะมีการเคลื่อนไหวนิติสงครามที่รุนแรงขึ้นหรือไม่?
พรรคส้มกำลังเผชิญวิกฤตจากคดี 44 สส. ซึ่งหากมีการพักปฏิบัติหน้าที่ สส. ชุดที่เป็นแม่เหล็กสำคัญ พรรคจะต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาหัวหน้าและกรรมการชุดใหม่ที่อาจไม่แข็งแกร่งเท่าเดิม
ในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน พรรคส้มจะเน้นไปที่การ "ฟื้นพรรค" และโฟกัสสนามเลือกตั้งท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ว่าฯ กทม. และ สก. เพื่อรักษาฐานเสียงเดิม 33 เขตที่เคยชนะมา ดังนั้น กระแส "นิติสงคราม" จะเริ่มซาลง เนื่องจากประชาชนกำลังมุ่งสนใจปัญหาความเดือดร้อนส่วนตัวมากกว่าวาระทางการเมือง
อีกทั้งพรรคส้มไม่สามารถใช้ประเด็นนิติสงครามในการหาเสียงสนาม กทม. ได้ เพราะคนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นการแก้ปัญหาระดับพื้นที่มากกว่า
สภาพการณ์ในช่วงนี้จึงจะเป็นช่วงที่รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาปากท้องเพื่อเรียกคะแนนคืน ขณะที่พรรคส้มต้องทุ่มทรัพยากรไปกับการรักษาฐานเสียงในสนาม กทม. เพื่อไม่ให้เกิดรอยต่อของกระแสความนิยม








