ภาพของผู้ที่ต้องคุ้ยขยะเพื่อหาเศษอาหารประทังชีวิต ยังคงปรากฏในสังคมทุกยุคสมัย ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ทั่วโลกกลับมีอาหารมากกว่า 1 พันล้านตันต่อปีถูกทิ้งอย่างสูญเปล่า ส่งผลให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรในกระบวนการผลิต การแปรรูป และการขนส่งอย่างมหาศาล ข้อมูลจากรายงานดัชนีขยะอาหารปี 2024 (Food Waste Index Report 2024) ระบุว่าในปี 2022 มีอาหารเหลือทิ้งทั่วโลกสูงถึง 1.05 พันล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณอาหารทั้งหมดที่จำหน่ายให้ผู้บริโภค
ปริมาณขยะอาหารมหาศาลนี้เป็นภาระในการจัดการ และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพบว่าก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 10 ทั่วโลกมาจากอาหารที่ถูกทิ้งขว้างเหล่านี้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าภาคการบินถึง 5 เท่า
นอกจากนี้ การฝังกลบขยะอาหารที่เน่าเสียโดยไร้ออกซิเจนยังสร้างก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรง โดยร้อยละ 58 ของการปล่อยก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบมีที่มาจากขยะอาหาร ในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม มนุษยชาติยังต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมความหิวโหย โดยมีประชากรโลกกว่า 673-783 ล้านคนต้องอดอยาก ทั้งที่ในทุกๆ วัน ผู้บริโภคทิ้งอาหารคิดเป็นจำนวนเฉลี่ยถึง 1.3 มื้อต่อคนต่อวัน ซึ่งเพียงพอสำหรับทุกคนที่กำลังประสบปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร
แหล่งที่มาและความเข้าใจผิดในห่วงโซ่อาหาร
หากพิจารณาถึงแหล่งที่มาของขยะอาหาร ข้อมูลระบุว่าร้อยละ 60 หรือประมาณ 631 ล้านตันมาจากระดับครัวเรือน ตามมาด้วยภาคบริการด้านอาหารและภาคการค้าปลีก นอกจากนี้ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ยังประเมินว่ามีอาหารอีกราวร้อยละ 13 ที่สูญเสียไปในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว
ปริมาณการทิ้งอาหารในครัวเรือนของประเทศที่มีรายได้ระดับสูงและปานกลางมีความใกล้เคียงกัน สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการทิ้งขว้างคือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับฉลากวันหมดอายุ โดยเฉพาะคำว่า "ควรบริโภคก่อน" (Best before) ซึ่งเป็นเพียงการรับประกันคุณภาพรสชาติ ไม่ใช่เครื่องหมายยืนยันความไม่ปลอดภัยเหมือนคำว่า "ควรบริโภคภายในวันที่" (Use by) ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากทิ้งอาหารที่ยังทานได้ไปโดยเปล่าประโยชน์
ค่านิยมผลผลิตที่สวยงามสมบูรณ์เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผักและผลไม้เกือบร้อยละ 50 ถูกทิ้งขว้าง และ 1 ใน 3 ของผลผลิตทางการเกษตรถูกคัดออกตั้งแต่ในฟาร์มเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกไม่สวยงาม ทั้งที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน
แนวทางแก้ไขและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันรณรงค์ผ่านโครงการ "Food Waste Breakthrough" โดยตั้งเป้าลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 12.3) ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึงร้อยละ 7 ความสำเร็จนี้มีตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรซึ่งลดขยะอาหารลงได้ถึงร้อยละ 18 และ 31 ตามลำดับ
สำหรับภาคประชาชน การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้ที่ตัวเองผ่านการปรับพฤติกรรมอย่างมีสติ เช่น การวางแผนซื้อของที่จำเป็นเพื่อไม่ให้ร้อยละ 60 ของขยะมาจากบ้านเรา การปรุงอาหารในปริมาณที่พอดี และการจัดเก็บอาหารอย่างถูกวิธีด้วยระบบ "มาก่อน ออกก่อน" (First in, first out)
การให้ความสำคัญกับอาหารที่รูปลักษณ์ไม่สมบูรณ์ การแบ่งปันอาหารส่วนเกินให้แก่ธนาคารอาหาร (Food bank) หรือการเลือกซื้อสินค้าใกล้หมดอายุราคาพิเศษจากร้านค้า ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดขยะและประหยัดค่าใช้จ่าย
ท้ายสุด ขยะที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรถูกนำไปทำปุ๋ยหมักเพื่อคืนสารอาหารสู่ดินแทนการส่งไปฝังกลบ ทุกมื้ออาหารที่ประหยัดได้ไม่เพียงช่วยลดการใช้พื้นที่มหาศาลซึ่งในแต่ละปีมีการใช้ที่ดินขนาดใหญ่กว่าประเทศจีนเพื่อผลิตอาหารที่ถูกทิ้งเปล่า แต่ยังเป็นการรักษาทรัพยากรโลกและร่วมแก้ไขโศกนาฏกรรมความหิวโหยไปพร้อมกัน








